งชาย เดี๋ยวพี่สาวคนนี้จะพาไปเดินเที่ยวเอง!”
ผีดวงซวยเริ่มหน้าเสีย “พี่สาว… อย่าทำร้ายผมเลยนะ!”
“จะเป็นไปได้ยังไงกัน? ฉันดูเหมือนผีใจร้ายแบบนั้นเหรอจ๊ะ?”
วิญญาณตนนั้นมองหน้าเธอด้วยสายตาที่ตะโกนออกมาว่า ‘ใช่นั่นแหละ!’
ซูจิ่นอวี้กำลังแกล้งหยอกต่อ แต่สายตากลับเหลือบไปเห็นร่างคุ้นตามายืนอยู่หน้าประตูห้องพอดี “โอ้โห! นั่นมันซูเสี่ยวอวี้นี่นา!”
ซูจิ่นอวี้แกล้งทำตัวสนิทสนมเข้าไปลูบหัวอีกฝ่าย “เห็นว่าโชคดีของเธอกำลังใกล้หมด พี่สาวคนนี้เลยจะช่วยเติมให้เพิ่มอีกนิด ไม่ต้องขอบคุณหรอกนะ!” เธอว่าพลางใช้นิ้วเกี่ยวคางซูเสี่ยวอวี้ด้วยความเอ็นดู
ซูเสี่ยวอวี้จามออกมาเสียงดังพร้อมบ่นพึมพำกับตัวเอง “เป็นอะไรไปนะ… ทำไมอยู่ดี ๆ ถึงได้รู้สึกหนาวสั่นแปลก ๆ ดูท่าวันนี้คงจะเก็บค่าเช่าไม่ได้อีกตามเคย”
หญิงสาวตัดสินใจเคาะประตู ไม่นานนักแม่ของเป้ยเฉินอวี่ก็เดินมาเปิด
เมื่อเห็นว่าเป็นซูเสี่ยวอวี้ ผู้เป็นแม่ก็รีบโค้มตัวลงต่ำแล้วส่งยิ้มแห้ง ๆ “เจ้าของตึกมาพอดีเลย เชิญเข้ามานั่งก่อนสิคะ พวกเรากำลังจะตั้งโต๊ะกินข้าวกันพอดีเลย!”
ซูเสี่ยวอวี้ไม่อาจปฏิเสธความกระตือรือร้นนั้นได้จึงเดินเข้าไปข้างใน เธอเหลือบมองอาหารบนโต๊ะที่มีเพียงจานผักใบเขียวเหี่ยว ๆ เพียงจานเดียว กับน้ำซุปกระดูกหมูถ้วยเล็ก ๆ วางอยู่ตรงหน้าเป้ยเฉินอวี่…
ช่างเป็นภาพน่ารันทดใจยิ่งนัก
เป้ยเฉินอวี่แสดงท่าทางบอบบางราวกับนางเอกนิยายดราม่า เธอเอ่ยทักทายด้วยน้ำ