เสียงแผ่วเบา “น้องเสี่ยวอวี้… มาแล้วเหรอคะ”
ซูเสี่ยวอวี้ขมวดคิ้ว “พวกคุณกำลังกินข้าวกันอยู่เหรอ… เพิ่งจะหายป่วยไม่ใช่เหรอคะ ทำไมถึงกินน้อยแค่นี้ล่ะ?”
แม่ของเป้ยเฉินอวี่ยิ้มขื่นทำท่าเช็ดน้ำตาไปด้วย “เป็นเพราะฉันเอง ไร้ความสามารถ หาเงินมาดูแลลูกไม่ได้ หมอบอกว่าต้องให้เขากินอาหารที่มีสารอาหารเยอะ ๆ แต่ฉันกลับ…”
เป้ยเฉินอวี่รีบเอ่ยตัดบท “แม่คะ ทำอะไรน่ะ! วันนี้น้องเสี่ยวอวี้ตั้งใจมาเก็บค่าเช่าใช่ไหมคะ?”
“ใช่ ๆ ฉันเกือบลืมไปเลย เดี๋ยวไปหยิบเงินมาให้ก่อนนะ…” ผู้เป็นแม่รีบหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาเปิดดู แต่กลับพบธนบัตรเพียงใบละหนึ่งร้อยหยวนแค่ใบเดียวเท่านั้น…
ประจวบเหมาะกับพ่อของเป้ยเฉินอวี่กลับเข้าห้องมาพอดี เมื่อเห็นซูเสี่ยวอวี้เขาก็เงียบขรึมพลางล้วงกระเป๋าทุกใบในตัวเพื่อรวมเงินออกมาได้อีกเพียงสองร้อยหยวน…
แม่ของเป้ยเฉินอวี่ยิ้มแห้งแล้ง “เจ้าของตึก… ต้องขอโทษด้วยจริง ๆ นะคะ หรือจะให้ฉันจ่ายมัดจำไว้ก่อนสามร้อยหยวน…”
เป้ยเฉินอวี่น้ำตาคลอเบ้า “ขอโทษด้วยนะคะ เป็นเพราะหนูแท้ ๆ ทำให้ทุกคนต้องลำบาก… เดือนหน้าหนูจะไม่กินยากดภูมิคุ้มกันแล้วล่ะค่ะ จะได้ไม่ต้องเปลืองเงิน…”
ผู้เป็นแม่บีบชายเสื้อแน่นด้วยความประหม่า ส่วนผู้เป็นพ่อก็ได้แต่นั่งยอง ๆ อยู่มุมห้องและสูบบุหรี่เงียบ ๆ อย่างอัดอั้นตันใจ
ครอบครัวนี้ค้างค่าเช่าเธอมานานหลายเดือน แม้กระทั่งค่าน้ำค่าไฟเธอก็ยังเป็นคนช่วยแบกรับภาระให้ เมื่อนึกถึงว่า เ