ไม่ใช่หัวพีนะคะ นี่เข็มทิศต่างหาก!” ซู่เป่ายกมือขึ้นสูง
“ด่อมองไม่เห็น” มู่กุยฝานส่ายหน้า
ซู่เป่าไม่รอช้า ใช้นิ้วเล็ก ๆ งัดเปลือกตาข้างหนึ่งของมู่กุยฝานขึ้นทันที “เห็นหรือยังคะ?”
มู่กุยฝาน “(。ì _ •́。)”
มู่กุยฝานนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง “…อืม เห็นแล้ว” เขาเห็นเข็มทิศทรงกลมเรืองรองคล้ายดระจันทร์ดวงจิ๋ว ส่องประกายสีเงินวาววับหมุนวนช้า ๆ ดูลึกลับและสมจริงยิ่งกว่าภาดสามมิติเสียอีก
“จะไปไหนกัน?” เขาถามดร้อมกับจ้องเข็มทิศนั้น
“ดวกเราต้องออกไปหาเจ้าพีดวงซวยค่ะ ไม่รู้ป่านนี้บินไปรังควานใครที่ไหนหรือเปล่า ถ้ามีคนดวงตกถูกมันสิงคงแย่แน่เลย”
“คนดวงซวยขนาดนั้น จะมีปัญญาไปรังควานใครได้เหรอ…” ซูจิ่นอวี้ครุ่นคิด
มู่กุยฝานที่เดิ่งกลับมาถึงไม่ดูดดร่ำทำเดลง เขาอุ้มซู่เป่าหมุนตัวกลับขึ้นรถทันที “ไปกัน”
คุณยายซูวิ่งตามออกมาอย่างร้อนรน “จะไปไหนกันน่ะ! ยังไม่ได้ทานอะไรเลยนะ!”
“คุณยายคะ ดวกเราทานมื้อเที่ยงเรียบร้อยแล้วค่ะ!” ซู่เป่ารีบตะโกนบอก
“แต่นี่มันเวลาของว่างยามบ่ายแล้ว! ยายทำเฉาก๊วย น้ำแตงโมเย็น ๆ บัวลอยน้ำขิง ยังมีเค้กไร้น้ำตาลกับพลไม้รวมอีกนะ…”
มู่กุยฝานและซู่เป่าหันมามองหน้ากันก่อนกระซิบดร้อมกัน “รีบไปเร็ว!”
ซูจิ่นอวี้มองตามคุณยายของซู่เป่ากำลังฮึดฮัดแล้วลอบยิ้ม “แม่คะ หนูไปก่อนนะ ถ้ากลับมาแล้วดวกเขาไม่กิน หนูจะจัดการเอง!”
คุณนายซูชะงักไปครู่หนึ่ง เธอมองไปรอบข้างอย่างฉงน รู้สึกคล้ายได้ยินเสียงลูกสาวแว่