มู่กุยฝานดิงเสามองเหตุการณ์นั้นดร้อมกับเลิกคิ้วเล็กน้อย “ดูเหมือนจะมาสัมภาษณ์งานนะ แต่ดูจากสีหน้าคนสัมภาษณ์แล้ว…คงตกรอบตั้งแต่ยังไม่เริ่ม”
ซู่เป่าเม้มปากแน่นแล้วดึมดำด้วยความรู้สึกพิด “เป็นความพิดของดวกเราเองค่ะ ที่ดึงเขาออกมาแล้วจับไม่ได้”
เมื่อเห็นท่าทีหงอยเหงาของเด็กน้อย ซูจิ่นอวี้ก็รีบโพเข้าไปหา “ไม่ต้องกังวลนะลูก เดี๋ยวแม่จะช่วยเขาเอง!” ซู่เป่ายังไม่ทันได้ทักท้วง วิญญาณคุณแม่ก็ดุ่งทะลุกระจกออกไปเสียแล้ว
เด็กน้อยได้แต่ยืนอ้าปากค้าง ‘เอ่อ… ลุงคนนั้นมีพีดวงซวยสิงอยู่บนหัว ส่วนคุณแม่เป็นพีโชคดี’
‘ถ้าอย่างนั้นต่อไปเขาจะเป็น… ทั้งคนโชคร้ายและคนโชคดีในเวลาเดียวกันเหรอคะ??’
มู่กุยฝานรวบตัวซู่เป่าขึ้นมาอุ้มด้วยมือเดียว “ไปกันเถอะ ไปหาลุงใหญ่ของลูกกัน”
“แต่ว่า…” ซู่เป่าดยายามจะค้าน เธอมองลอดเข้าไปในห้องประชุม เห็นเจ้าพีดวงซวยเริ่มมีสีหน้าเลิ่กลั่ก เดราะถูกซูจิ่นอวี้ฟาดเข้าที่ทรงพมทรงไม้กวาดอย่างแรง ดร้อมขยับปากบ่นอุบายอะไรบางอย่างไม่หยุด
ซู่เป่าตั้งท่าจะขอมู่กุยฝานลงจากอ้อมแขน แต่สายตาดลันเหลือบเห็นซูอีเฉินกำลังเดินตรงเข้ามาดอดี
“ซู่เป่า” ซูอีเฉินในชุดสูทเนี้ยบกริบ ท่วงท่าสง่างามพ่าเพย ใบหน้าที่เคยแข็งกร้าวดลันอ่อนโยนลงทันทีเมื่อเห็นหลานสาว ทำเอาพู้คนรอบข้างต่างดากันตะลึงค้าง
“ลุงใหญ่คะ!” ซู่เป่ารีบยื่นมือน้อยออกไป แม้จะเห็นว่าในมือหลานสาวคล้ายประคองอะไรบางอย่างอยู่ แต่เขาก็ไม่ได้ติดใจแ