ำตกใจกับท่าทีนั้นพลางตวาดลั่น “อยู่นิ่ง ๆ วางตัวให้ดีหน่อย!”
บรรดาผู้คุมมองไม่เห็นซูจิ่นอวี้เลยสักคน เพราะอาคมของซู่เป่าดลบันดาลให้มีเพียงเหวยหว่านเท่านั้นที่มองเห็นวิญญาณได้
“เธอ… เธอ! ซู… ซู…” เหวยหว่านสั่นไปทั้งตัวจนพูดไม่เป็นภาษา
ซูจิ่นอวี้ค่อย ๆ เอื้อมมือซีดขาวลอยเข้าหาเหวยหว่าน “พี่สะใภ้รอง… ฉันตายอย่างทรมานมากนะ… ความเจ็บปวดจากมะเร็งนั่น คุณรู้บ้างไหมว่ามันเป็นยังไง…”
จี้ฉางถึงกับมุมปากกระตุกเมื่อเห็นภาพนั้น
นี่เป็นครั้งแรกที่ซูจิ่นอวี้ได้ลองหลอกคน และดูเหมือนเธอจะสนุกกับมันไม่น้อย จากผีสาวผู้อ่อนหวานในตอนแรก ตอนนี้เธอกลับปล่อยผมเผ้ายุ่งเหยิงมาบังตา ชุดกระโปรงลายดอกสีฟ้าอ่อนก็แปรเปลี่ยนเป็นชุดขาวรุ่มร่ามในพริบตา
ปลายเท้าของเธอเขย่งตรง เดินด้วยนิ้วหัวแม่เท้าจิกพื้นค่อย ๆ คืบคลานเข้าใกล้เหวยหว่านทีละนิด จนกระทั่งเหวยหว่านตาเหลือกค้างและเป็นลมล้มพับไปทันที!
“เหวยหว่าน ตื่น! อย่ามาแกล้งบ้าที่นี่!” ผู้คุมรีบเข้ามาตบหน้าเหวยหว่านอย่างไม่เบามือนักพร้อมกับขมวดคิ้วพวก
เขาเคยได้ยินมาว่าตอนถูกจับ ผู้หญิงคนนี้ก็เคยแกล้งเสียสติมาครั้งหนึ่งแล้ว คราวนี้คงจะมาไม้เดิมอีกล่ะสิ แม้จะดูสมจริงจนน่าประหลาด แต่หลายปีมานี้นักโทษพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อหาทางออกไป ทั้งแกล้งป่วย กลืนแปรงสีฟัน หรือกลืนใบมีด พวกเขาเห็นมาจนชินชาแล้ว
ผู้คุมจึงนำยาดมขวดเล็กมาจ่อจมูกของเหวยหว่าน น่าสงสารที่เธอเพิ่งได้พักสายต