มู่กุยฝานพลางถามด้วยความกังวล “คุณยายบาดเจ็บจนต้องเข้าโรงพยาบาล ทำไมถึงไม่มีใครบอกหนูเลยคะ?”
“ลูกยังอยู่ในโรงเรียนน่ะ” มู่กุยฝานเร่งความเร็วรถ เขาตอบเพียงสั้น ๆ เพราะคิดว่าเด็กตัวเล็กคงช่วยอะไรไม่ได้มาก
“ทำไมคุณยายถึงล้มล่ะคะ?”
“ท่านล้มตอนกำลังฝึกเดิน”
ซู่เป่าชะงักไปครู่หนึ่ง “คุณยายฝึกหนักตลอดเลยเหรอคะ?” มู่กุยฝานตอบรับเบา ๆ ก่อนเห็นซู่เป่าที่นั่งเบาะหลังเริ่มแสดงอาการโกรธจนแก้มป่อง
“เป็นอะไรไปลูก?” เขาถามอย่างสงสัย
“ตอนที่หนูกับพี่จื่อซีจะขึ้นเครื่องบิน หนูบอกแล้วไงคะว่าคุณยายห้ามฝึกหนัก ทำไมไม่มีใครฟังหนูเลย!”
มู่กุยฝานเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าลูกสาวเคยเตือนเรื่องนี้จริง ๆ แต่ตอนนั้นทุกคนมัวแต่กังวลเรื่องเด็กสองคนออกเดินทางไกล ประกอบกับผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าเมื่อลุกขึ้นยืนได้แล้ว ต้องรีบฝึกเพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อและเส้นประสาท คุณยายซูเองก็กำลังตื่นเต้นที่กลับมายืนได้ ทุกคนจึงหลงลืมคำเตือนของซู่เป่าไปเสียสนิท
“น่าจะไม่เกี่ยวกับเรื่องนั้นมั้งลูก? ผู้เชี่ยวชาญที่สถานพักฟื้นบอกว่าพอยืนได้แล้วควรเดินให้มากหน่อยนะ”
ซู่เป่าสวนกลับทันควันด้วยความโมโห “หนูต่างหากที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ!”
ชายหนุ่มมองว่าซู่เป่าคงแค่พูดเพราะความกังวล แม้ที่ผ่านมาเธอจะนวดให้คุณยายจนดีขึ้น แต่การที่คุณยายลุกขึ้นยืนได้หลังจากผ่านไปห้าปี ทุกคนเชื่อว่าเป็นผลจากการฟื้นฟูทางการแพทย์มากกว่า
เมื่อถึงโรงพยาบาล คุณยายซูยังคงนอนสลบ