กลับบ้านกันเถอะ!”
คราวนี้ซูจื่อซีไม่ได้บ่นสักคำ เขาเม้มริมฝีปากแล้วรีบเดินมารับกระเป๋าจากมือน้องสาวไปถือไว้ราวกับรู้หน้าที่ตัวเอง
คฤหาสน์ตระกูลซู ปักกิ่ง
คุณนายซูผู้เฒ่ายืนชะเง้อรออยู่หน้าประตูด้วยความร้อนใจ “ทำไมยังไม่กลับมากันอีกนะ! ฉันบอกแล้วว่าอย่าปล่อยเด็กไปกันเอง ถ้าซูจื่อซีมัวแต่เล่นเกมจนน้องสาวโดนหลอกขายไปจะทำยังไง!”
ซูอีเฉินและมู่กุยฝานต่างก้มหน้าเงียบกริบ ไม่กล้าเถียงคุณแม่แม้แต่คำเดียว เพียงแค่สองนาทีพวกเขาก็โดนบ่นไปแล้วสิบรอบ
ทันใดนั้น รถยนต์คันหนึ่งก็ค่อย ๆ แล่นเข้ามาจอดยังหน้าคฤหาสน์
ทันทีที่รถจอดสนิท ซูจื่อซีลงจากรถก่อนแล้วรีบวิ่งไปอีกฝั่ง เพื่อเปิดประตูให้น้องสาวพลางยื่นมือออกไปรอรับ
…
ซู่เป่ากระโดดเข้าสู่อ้อมกอดของพี่ชายทันที จื่อซีรีบอุ้มน้องสาวลงมาพลางบ่นอุบตามนิสัย “หนักจะตายอยู่แล้วเนี่ย! เธอกินให้น้อยลงหน่อยไม่ได้หรือไง”
แม้ปากจะบ่นรำคาญ แต่เขาก็รีบวิ่งไปท้ายรถลากกระเป๋าเดินทางออกมาอย่างว่องไว สภาพของซูจื่อซีตอนนี้น่าขำไม่น้อย เขาลากกระเป๋าใบใหญ่ แขนสองข้างคล้องถุงของฝากพะรุงพะรัง ในมือยังต้องถือเค้กที่ซู่เป่ากินค้างไว้ครึ่งหนึ่ง กับขวดนมอีกครึ่งขวด
“ยังหิวอยู่ไหม?” พี่ชายก้มลงถาม “อดทนอีกนิดนะ คุณย่าต้องเตรียมของอร่อยไว้รอแล้วแน่ ๆ”
คุณนายซูผู้เฒ่าและซูอิงเอ๋อร์ที่ยืนรออยู่หน้าประตู ถึงกับทำหน้าเหวอจนตาแทบหลุดออกมานอกเบ้า
“นี่… นี่ใช่ซูจื่อซีตัวจริงหรือเปล่าเ