กนิด!’
”
อึก… สวัสดีค่ะ… เอ่อ… พี่… พี่ชายใหญ่?” ซูเสี่ยวอวี้มองสบตากับมู่กุยฝานพลางอึกอักทำตัวไม่ถูก
มู่กุยฝานยังไม่ทันได้อ้าปาก หานหานก็ตะโกนขัดขึ้นมาเสียงดังลั่น “ไม่ถูก! ต้องเรียกว่าพ่อสิ!” จากนั้นเจ้าหนูน้อยก็เริ่มร่ายลำดับญาติที่เพิ่งเรียนมา “พ่อของพ่อคือคุณปู่ พี่สาวของพ่อคือป้า งั้นพ่อของพี่สาวก็ต้องเรียกว่าพ่อ!”
“ใช่แล้วค่ะ!” ซู่เป่าสนับสนุนทันควัน
ซูเสี่ยวอวี้รู้สึกเหมือนโลกหมุนคว้าง
‘นี่มันเรื่องเหลือเชื่ออะไรกันเนี่ย? เธอแค่รับปากจะเป็นพี่สาวน้องสาว แต่ทำไมถึงต้องยอมรับพ่อเพิ่มมาอีกคนด้วยล่ะ?’
“เอ๊ะ ไม่ถูกสิ! พี่สาวไม่ได้เกิดจากคุณพ่อของหนู จะเรียกพ่อได้ยังไงกันนะ!” ซู่เป่าขมวดคิ้วมุ่นพลันฉุกคิดขึ้นได้
เมื่อเห็นผู้ใหญ่สองคนและเด็กอีกสองคนกำลังหมกมุ่นอยู่กับการถกเถียงเรื่องคำเรียกขานอย่างจริงจัง จี้ฉางก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างหมดคำพูด…
เขาหันไปมองดวงวิญญาณของซูจิ่นอวี้ แล้วลองเอ่ยเรียกด้วยเสียงทุ้มต่ำ “ซูจิ่นอวี้?”
“หืม?” ดวงจิตนั้นขานรับโดยอัตโนมัติ
“ยังจำได้ไหม? ‘แกร่งกล้าตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา’ น่ะ?” เห็นซูจิ่นอวี้ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง เขาจึงลองอีกประโยค “หรือจะเป็น… ‘แกร่งกล้าตั้งแต่ยังเป็นเซลล์สืบพันธุ์’?” จี้ฉางจึงลองเอ่ยรหัสลับ
ซูจิ่นอวี้มองจี้ฉางด้วยสายตารังเกียจพลางถอยห่างออกไป
‘ผู้ชายคนนี้ สติฟั่นเฟือนหรือเปล่านะ?’
‘ให้ตายเถอะ เมื่อก่อนยังเห็นตั้งใจจะข้ามมิติมาพร้