“อ๋อ! แค่เด็กดึงผมเล่นเบา ๆ ถึงกับต้องลงไม้ลงมือตีกันเลยเหรอ? ไหน! ใครกัน ออกมาให้ฉันดูหน้าหน่อยซิ! ฉันอยากจะเห็นนักว่าเด็กเวรตัวไหนมันป่าเถื่อนขนาดนี้!”
หยางหยางพอเห็นที่พึ่งสุดท้าย ก็รีบวิ่งโผเข้าไปเกาะขาคุณย่า ร้องไห้สะอึกสะอื้นฟูมฟาย “คุณย่าครับ! มันตีผม! ฮือออ… มันเตะเข่าผมด้วย เจ็บไปหมดแล้วครับคุณย่า!”
คุณย่าเห็นหลานรักร้องไห้ก็ยิ่งเดือดดาล ตวาดลั่น “บ้าไปแล้ว! กล้าดียังไงมาตีหลานชายสุดที่รักของฉัน? โรงเรียนนี้ยังมีเหตุผลอยู่ไหม! แล้วพ่อแม่ฝ่ายนั้นน่ะ สั่งสอนลูกยังไงให้กลายเป็นเด็กเกเรแบบนี้!”
มู่กุยฝานที่อุ้มซู่เป่าอยู่ ก้มมองหญิงเฒ่าร่างเล็ก สูงไม่ถึงร้อยห้าสิบเซนติเมตรจากมุมสูงด้วยสายตาเย็นเยียบ เขาเหยียดยิ้มเยาะพลางเอ่ยสั้น ๆ “มา… ลองโวยวายให้ฉันดูต่ออีกนิดซิ”
เดิมทีเขาก็คิดว่าผู้ปกครองอีกฝ่าย คงคุยด้วยเหตุผลได้ เพราะเรื่องเด็กทะเลาะกันในโรงเรียนอนุบาลเป็นเรื่องปกติที่พอจะไกล่เกลี่ยกัน แต่ใครจะไปรู้ว่าคนคนนี้ ยังไม่ทันจะยืนให้มั่น ก็รีบเอาน้ำสกปรกมาสาดใส่ซู่เป่าของพวกเขาเสียแล้ว
คุณย่าของคู่กรณีต้องแหงนคอจนสุดตัว กว่าจะมองเห็นใบหน้าของมู่กุยฝานที่ยืนเด่นตระหง่านราวกับเสาไฟฟ้า ใบหน้าคมเข้มไม่คุ้นตาและดูไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย ยิ่งทำให้เธอรู้สึกเสียหน้า พาลทำให้โมโหหนักกว่าเดิม
“พวกคุณตีคนอื่นแล้วยังจะมาทำเป็นมีเหตุผลอีกเหรอ?” เธอแผดเสียงสู้
ครูฮวารีบเข้ามาแทรกเพื่ออธิบาย “คุ