รุนแรงจากการตรากตรำงานหนัก ทว่าจู่ๆ เสียงเคาะประตูก็ดังโครมครามขึ้นมาเสียก่อน
เขาลุกขึ้นไปเปิดประตูด้วยความมึนงง ยังไม่ทันได้มองให้ชัดว่าเกิดอะไรขึ้น ร่างเล็กๆ ร่างหนึ่งก็พุ่งเข้ามากอดเขา แรงปะทะนั้นมหาศาลจนทำให้ชายหนุ่มผู้สุขุมถึงกับถอยหลังไปสองก้าว เมื่อก้มลงมองจึงเห็นชัดว่าคนในอ้อมกอดคือซูเหอเวิ่นที่กำลังร้องไห้จนหน้าตาเปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตา
ปกติแล้วทั้งซูเหอเหวินและซูเหอเวิ่น ต่างเป็นเด็กที่เติบโตและรู้ความเร็วกว่าเด็กทั่วไป ตั้งแต่อายุได้สี่ขวบกว่า ๆ ทั้งคู่ก็เริ่มแยกห้องนอนเป็นสัดส่วน ตลอดสามปีที่ผ่านมาลูกชายคนนี้ไม่เคยแสดงอาการอ้อนหรือพึ่งพาเขาแบบนี้เลยแม้แต่น้อย
“เกิดอะไรขึ้น?” ซูอีเฉินก้มตัวลง อุ้มลูกชายขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนอย่างง่ายดาย มือใหญ่ลูบแผ่นหลังสั่นเทานั้นเพื่อปลอบประโลม
ซูเหอเวิ่นจำไม่ได้แล้ว ว่าตัวเองไม่ได้ถูกพ่ออุ้มแบบนี้มานานแค่ไหน
เขาจำได้แค่ว่า ตั้งแต่คุณอาเล็กหายตัวไป บรรยากาศในบ้านก็กดดันจนหายใจไม่ออก พ่อเอาแต่ยุ่งอยู่กับงานจนแทบไม่เห็นหน้า คุณย่าล้มป่วยจนต้องย้ายไปอยู่บ้านพักคนชรา ส่วนพวกอา ๆ ก็เหน็ดเหนื่อยกับการตามหาคนหาย
คฤหาสน์หลังใหญ่จึงเหลือเพียงความเงียบเหงา แม้จะมีป้าอู๋หรือลุงเนี่ยคอยดูแล แต่พวกเขาก็ไม่ใช่ญาติแท้ ๆ ส่วนสะใภ้รองอยู่บ้านทุกวัน ก็ให้ความสำคัญเพียงแค่หานหานเท่านั้น
ในบางครั้งซูเหอเวิ่นก็แอบอิจฉาหานหาน ถึงแม้เธอชอบร้องไห้งอแงจนน่ารำค