เหอเวิ่นรู้สึกเย็นวาบไปถึงแผ่นหลัง เขาค่อย ๆ หันไปมองประตูตู้ที่เปิดค้างไว้เพียงสองนิ้วแล้วนิ่งสนิท ราวกับว่าบานพับมันเก่าเกินจะรับน้ำหนักจึงหลุดเผยอออกมาเอง
แต่ซูเหอเวิ่นกลับรู้สึกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก เขามองเข้าไปในช่องมืดนั้นแล้วขนลุกซู่ ถ้าฝันร้ายเมื่อครู่คือความจริง… คนคนนั้นอาจไม่ได้หนีไปไหนเลย แต่กำลังซ่อนตัวอยู่ใต้เสื้อผ้าเหล่านั้น!
ความเงียบในห้องเริ่มทำให้เขาเกิดภาพหลอน ราวกับได้ยินเสียงลมหายใจของใครบางคนดังอยู่ใกล้ ๆ
“ใคร… ใครอยู่ที่นั่น!” ซูเหอเวิ่นตะโกนก้องเพื่อทำลายความเงียบและเรียกขวัญตัวเอง
วินาทีนี้เขาไม่สนใจแล้วว่าจะมีอะไรอยู่ใต้เตียงหรือในห้องน้ำ เขาวิ่งถลาออกจากเตียงมุ่งตรงไปยังประตูห้องด้วยความลนลานแต่มือที่สั่นจัด กลับทำให้เขาปลดล็อคประตูที่ตัวเองทำไว้ไม่ได้เสียที
เขาไม่กล้าหันหลังกลับไปมองตู้เสื้อผ้า เพราะรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งกำลังก้าวออกมา และมายืนซ้อนทับอยู่ข้างหลังเขาแล้ว…
แกร๊ก!
ในที่สุดกลอนประตูยึดแน่นก็หลุดออก ซูเหอเวิ่นร้องไห้โฮออกมาราวกับกลั้นไม่อยู่ พลางวิ่งเตลิดออกไปทางห้องหนังสือทันที
“พ่อ! พ่อ! พ่อช่วยด้วย!” ซูเหอเวิ่นพุ่งไปทุบประตูห้องผู้เป็นพ่อสุดแรงเกิด
ซูเหอเวิ่นไม่กล้าหันกลับไปมองข้างหลังแม้แต่นิดเดียว!
ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณตีสองถึงตีสาม ซูอีเฉินเพิ่งสะสางงานเสร็จ และเอนตัวลงนอนได้ไม่นาน เขาขมวดคิ้วมุ่นพลางนวดขมับเพื่อบรรเทาอาการปวดศีรษะอย่าง