่นจากภวังค์ “จริงด้วย! เพื่อนมาหาจะใช้ ‘ไกลแค่ไหนก็ต้องสังหาร’ ไม่ได้นี่นา!” เธอคร่ำครวญในใจว่าเมื่อกี้ตอนถูกพี่ชายจ้องด้วยสายตาคมกริบแบบนั้น สมองเธอก็มืดแปดด้านจนจำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง
“พี่สาว… พี่คือคนที่เขาเรียกกันว่า ‘เด็กห้องท้าย’ ในตำนานใช่ไหมคะ?” ซู่เป่ามองดูหานหาน
เพราะซู่เป่าเคยไปลองเรียนกับซูเหอเวิ่นมาวันหนึ่ง เธอจึงซึมซับคำนิยามจากครูภาษาอังกฤษมาได้อย่างแม่นยำ ว่าเด็กเรียนเก่งกับเด็กเรียนแย่นั้นต่างกันอย่างไร
“ฉันก็ไม่อยากเป็นแบบนี้หรอก! แต่วิชาพวกนี้มันยากเกินไป ทำไมโลกนี้ต้องมีการเรียนการสอบแบบนี้ด้วยนะ!” หานหานหน้าเศร้าสร้อย
ซู่เป่าเอื้อมมือไปตบไหล่พี่สาวเบา ๆ เป็นการปลอบใจ “ไปล้างหน้าแล้วนอนเถอะค่ะ”
“อื้อ…” หานหานเตะรองเท้าแตะทิ้งแล้วกระโดดขึ้นไปบนเตียงของซู่เป่าทันที “คืนนี้ฉันจะนอนห้องเธอนี่แหละ!”
เด็กหญิงทั้งสองหันไปมองซูเหอเวิ่นซึ่งยังยืนลังเลอยู่หน้าประตู เขาพึมพำ “ฉัน… จะอยู่ต่ออีกสักพัก”
ในใจของซูเหอเวิ่นนั้นว้าวุ่นยิ่งกว่าใคร เขานึกหงุดหงิดที่ตัวเองเกิดมาเป็นเด็กผู้ชาย ไม่อย่างนั้นคงได้เนียนนอนค้างในห้องนี้ไปแล้ว ความจริงคือเขาไม่อยากกลับห้องตัวเองเลยสักนิด ถ้าเกิดยัยผีผู้หญิงคนนั้นโผล่มาหากลางดึกเขาจะทำยังไง!
ซู่เป่าดูออกทันที เธอวิ่งไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง ค้นลิ้นชักเล็กๆ แล้วหยิบยันต์สีเหลืองที่พับเป็นรูปสามเหลี่ยมออกมาส่งให้ “พี่ชายคะ นี่ให้พี่นะ อย่ากลัวไป