เลย!”
“ใครบอกว่าฉันกลัว ถ้ากลัวฉันคงไม่ประดิษฐ์ไอ้อ่างนั่นออกมาหรอก…” ซูเหอเวิ่นรับไปพลางตีหน้านิ่ง
“อะไรนะ? พี่เหอเวิ่นกลัวผีเหรอ? ฮ่า ๆ ๆ พี่ชายเป็นคนขี้ขลาด!” หานหานตะโกนล้อเลียนเสียงดัง
ซูเหอเวิ่นหน้าตึง สะบัดมือเดินหนีออกจากห้องไปทันทีด้วยความโมโห
“ฉันพูดอะไรผิดเหรอ ก็ไม่ผิดนี่นา!” หานหานได้แต่ลูบจมูกตัวเองพลางพึมพำ
*
ค่ำคืนเริ่มมืดมิด แสงไฟในคฤหาสน์ตระกูลซูค่อย ๆ ดับลงทีละดวง เหลือเพียงแสงสลัวจากโคมไฟทางเดินเพียงไม่กี่จุด
ซูเหอเวิ่นกลับมายังห้องตัวเอง จัดแจงวางอ่างเหล็กพิศวงไว้ในตำแหน่งที่เหมาะสม เขาแอบซ่อนดาบไม้ท้อไว้ใต้หมอน และแขวนยันต์สามเหลี่ยมของซู่เป่าไว้บนหน้าอกอย่างแน่นหนา
เขามองไปรอบห้องที่เงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจตัวเอง ลมอ่อนพัดผ่านหน้าต่างทำให้ม่านพลิ้วไหวไปมา หัวใจของเขาเต้นระรัวราวกับกลองรัว ในหัวจินตนาการไปสารพัดว่ามีคนอยู่ใต้เตียง มีใครบางคนแอบอยู่ในห้องน้ำ หรือยืนอยู่หลังบานประตู…
ทุกซอกมุมดูเหมือนจะมีสายตาจ้องมองเขาอยู่
ด้วยความหวาดผวา ซูเหอเวิ่นนอนเกร็งหลังแข็งอยู่เนิ่นนาน จนกระทั่งความอ่อนเพลียทำให้เขาผล็อยหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้
ฟู่…
ลมหอบหนึ่งพัดม่านจนไหวรุนแรง
คลิก…
เสียงโลหะกระทบกันแผ่วเบาดังมาจากประตูห้อง คล้ายมีใครบางคนกำลังใช้กุญแจไขล็อคอย่างใจเย็น ซูเหอเวิ่นขมวดคิ้วมุ่นในความฝัน เขากำลังจมอยู่ในฝันร้ายที่ดิ้นไม่หลุด
ซู่… ซู่…
บานประตูคุณภาพเยี่ยมถ