เด็กน้อยร่างนุ่มนิ่มรวบรวมพละกำลังมหาศาล สองมือน้อย ๆ จับแขนพี่ชายไว้แน่น แล้วออกแรงเหวี่ยงสุดกำลัง จนซูเหอเวิ่นถูกทุ่มข้ามไหล่ลอยละลิ่วไปทันที
ทิศทางที่เขาถูกทุ่มไปน่ะเหรอ… หน้าต่างไงล่ะ!
ซูเหอเวิ่นรู้สึกเหมือนโลกหมุนคว้าง ตัวเขากระแทกลงบนพรมหนานุ่มอย่างจัง โชคดีที่พื้นห้องปูพรมไว้ไม่อย่างนั้นเขาคงหัวโนไปแล้ว แต่พอเขาลืมตาขึ้นมา… เขากลับต้องสบตากับผีผู้หญิงที่อุ้มหัวลอยเด่นอยู่เหนือร่างเขาพอดีเป๊ะ
ยังไม่ทันจะกระแทกจนหัวปูด… เขาก็จะช็อกจนตายก่อนแล้ว!!!
ซูเหอเวิ่นยื่นมือสั่นเทาออกไปหาซู่เป่า “ซู่… ซู่เป่า… ช่วยพี่ด้วย…” ขาเขาอ่อนเปลี้ยเสียศูนย์ไปหมดแล้ว!
“ขอโทษนะพี่ชาย เมื่อกี้หนูไม่ได้ตั้งใจทุ่มแรงขนาดนั้น…” ซู่เป่ารีบวิ่งเข้าไปพยุงพี่ชายขึ้นมา พลางกล่าวขอโทษตาใส
“ไม่เป็นไร… เฮ้ย! ไม่สิ นี่มันใช่เวลามาคุยเรื่องนี้ไหม!?” ซูเหอเวิ่นหน้าถอดสี เขาตัวสั่นกึกกักไม่กล้าแม้แต่จะเหลียวไปมองข้างหลัง
“ธะ… เธอมาตั้งแต่เมื่อไหร่?”
ซู่เป่าเอียงคอสงสัยว่าทำไมพี่ชายถึงเห็นผีได้เป็นพัก ๆ “ก็ตอนที่เข็มในอ่างเหล็กของพี่เริ่มหมุนติ้วนั่นแหละค่ะ คุณป้าที่กอดหัวเขาก็มายืนรออยู่ข้างนอกแล้ว”
เด็กน้อยทิ้งท้ายอีกประโยคที่แทงใจดำ “พี่คะ… ทั้งที่พี่กลัวผีขนาดนี้ ทำไมพี่ถึงพยายามหาวิธีทำให้ตัวเองเห็นผีให้ได้ล่ะคะ?”
“มัน… มันไม่ขัดแย้งกันหรอก… มันคือความอยากรู้อยากเห็นทางวิทยาศาสตร์…” ซูเหอเวิ่นตอบด้วยเสียงสั่