้ว่านั่นคือการลาจาก แต่เขากลับไม่มีโอกาสได้เอ่ยคำลาแม้แต่คำเดียว…
“มานี่… ซู่เป่า เรียกคุณทวดสิ”
“คุณทวดคะ!” ซู่เป่าตั้งใจเลียนแบบท่าทางของคุณพ่อ คุกเข่าลงบนเบาะอย่างแรงจนเกิดเสียงดังพลางร้องเรียก
“แล้วนั่นก็คุณปู่กับคุณย่าครับ” มู่กุยฝานพยักหน้าพลางเอ่ยต่อ
“คุณปู่ คุณย่าคะ!” พูดจบเด็กน้อยก็เลียนแบบท่าโขกศีรษะของคุณพ่อทันที แต่ด้วยความเป็นเด็กฝึกหัด เธอจึงกะแรงไม่ถูก ศีรษะน้อย ๆ กระแทกพื้นดัง โครม!
“โอ๊ย…”
ซู่เป่ารีบยกมือกุมหน้าผากตัวเองทันที แต่มืออีกข้างที่ถือธูปอยู่กลับยังคงกำไว้แน่นไม่ยอมปล่อย มู่กุยฝานใจหายวาบ รีบอุ้มลูกสาวขึ้นมาตรวจดู “เป็นอะไรไหม?!”
เขาพบว่าหน้าผากเนียน ๆ ของเด็กน้อยเริ่มแดงก่ำ และดูเหมือนบวมขึ้นมานิด ๆ ด้วย
โถ… นี่ลูกสาวเขาโขกแรงขนาดไหนกันเนี่ย?
มู่กุยฝานนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งด้วยความเอ็นดูระคนสงสาร เขาประคองมือซู่เป่าไปปักธูปให้เรียบร้อย ก่อนรินสุราคารวะสามจอก แล้วจึงอุ้มลูกสาวที่หน้าผากปูดน้อย ๆ ออกจากศาลบรรพชนไป
“ยังเจ็บอยู่ไหม?” มู่กุยฝานแตะหน้าผากของเด็กน้อยเบามือ ราวกับกลัวว่าหากลงแรงมากกว่านี้เพียงนิด ผิวบอบบางของเธอจะบุบสลายไป
“เมื่อกี้ยังไม่เจ็บเลยค่ะ… แต่ตอนนี้เริ่มเจ็บจี๊ด ๆ แล้ว” ซู่เป่ายกมือน้อยทั้งสองข้างกุมหน้าผากตัวเองไว้
มู่กุยฝานรีบหันไปสั่งลูกน้องให้ไปหยิบยาแดงมาทันที ทว่าซู่เป่ากลับไม่ได้สนใจอาการเจ็บนัก ดวงตากลมโตของเธอจ้องเขม็งไปยังลานบ้า