าษวาดรูปไว้บีบเกร็ง จนมันยับย่นโดยไม่รู้ตัว
นกแก้วเสี่ยวอู่โผล่หัวเข้าไปในช่องว่างของประตูห้องหนังสือแล้วส่งเสียงร้องลั่น “พ่อ! พ่อ!”
ซูอีเฉิน หันขวับมามองทันที เขาเห็นซู่เป่ายืนนิ่งอยู่หน้าประตูด้วยท่าทางทำตัวไม่ถูก ในมือน้อย ๆ กำกระดาษแผ่นหนึ่งไว้จนยับยู่ยี่
“ซู่เป่า” ซูอีเฉินรีบเดินเข้าไปหาแล้วอุ้มเธอขึ้นมาแนบอก
“คุณลุงใหญ่… จะส่งซู่เป่าไปที่อื่นหรือเปล่าคะ?” เจ้าตัวน้อยทำปากเบะ น้ำตาคลอเบ้าดูน่าสงสาร
“ไม่มีทางหรอก” ซูอีเฉินรีบปฏิเสธเสียงหนักแน่น พลางลูบหลังเธอเบา ๆ “ลุงแค่คุยกับคุณตาเรื่องทั่วไปเท่านั้นเอง”
ใบหน้าที่เคยเคร่งขรึมของคุณตาซูอ่อนโยนลงทันตา เขาเอ่ยปลอบหลานสาวว่า “ซู่เป่าเป็นเจ้าหญิงน้อยของตระกูลซูตลอดไป ไม่มีใครพาหนูไปไหนได้ทั้งนั้น”
ซู่เป่านิ่งเงียบไม่ตอบคำ
ซูอีเฉินและคุณตาซูสบตากันด้วยความกังวล แม้ซู่เป่าจะดูไร้เดียงสาแต่เธอก็ฉลาดเกินวัย ไม่ใช่เด็กทั่วไปที่จะหลอกได้ง่าย ๆ เลย…
หลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง คุณตาซูก็ตัดสินใจเอ่ยขึ้นว่า “เมื่อเช้านี้ มีคนมาหาซู่เป่า เขาบอกว่าเป็นพ่อของหนู ชื่อของเขาคือ มู่กุยฝาน”
ซู่เป่าชะงักงันทันที เธอมีพ่อที่นามสกุลมู่จริง ๆ อย่างนั้นเหรอ?
ซูอีเฉินเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เขาอยากจะขอพบหนู แน่นอนว่าถ้าซู่เป่าไม่อยากเจอ พวกเราก็จะปฏิเสธเขา… ซู่เป่าอยากพบเขาไหม?”
ทั้งคุณตาซูและซูอีเฉินต่างจ้องมองปฏิกิริยาของเด็กน้อย คุณตาซูรู้สึกก