มคำเชียวนะ’
ซู่เป่าอ้าปากหาวหวอด เส้นผมบนหัวตั้งชี้เป็นจุก ดวงตาทั้งคู่ยังดูพร่าเลื่อนคล้ายยังไม่ตื่นดี
“ทำไมไม่นอนพักผ่อนต่ออีกสักหน่อยล่ะ?” ซูเหอเวิ่นขมวดคิ้ว
ซู่เป่าหันไปมองพี่ชายคนรอง ริมฝีปากน้อย ๆ เบะออกพลางเอ่ยออกมาด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ “พี่ชายคะ หนูฝันเห็นผี… ตกใจจนตื่นเลยค่ะ”
ซูเหอเวิ่นนึกถึงภาพซู่เป่าไล่ทุบผีอย่างดุเดือดเมื่อคืนแล้ว อดคิดไม่ได้ว่า… คนอย่างเธอเนี่ยนะจะตกใจตื่นเพราะผี?
ซูเหอเวิ่นตั้งใจจะปลอบโยน แต่หางตาเหลือบไปเห็นซูเหอเหวินซึ่งกำลังแอบมองอยู่พร้อมรอยยิ้มหยันบนมุมปาก เขาจึงได้แต่กระแอมไอ ตบไหล่ซู่เป่าเบา ๆ แล้วเอ่ยว่า “ไม่ต้องกลัวนะ… ผีในโลกนี้ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก”
ที่จริงเขาเกือบจะหลุดปากพูดว่า ‘โลกนี้ไม่มีผี’ ไปแล้ว ดีที่ยั้งคำพูดไว้ได้ทันเวลา
“ซู่เป่า ทำไมวันนี้ตื่นเช้าจังลูก?” คุณยายซูเดินถือจานอาหารออกมาจากห้องครัว เมื่อเห็นหลานสาว ก็ถามด้วยความแปลกใจ
“คุณยายคะ ซู่เป่าหิวแล้วค่ะ!” ในที่สุดสายตาของซู่เป่าก็เริ่มกลับมาโฟกัสได้ชัดเจน เธอรีบลูบท้องน้อย ๆ
“ที่แท้ซู่เป่าตื่นเพราะหิวนี่เอง มาเร็วลูก ยายเพิ่งทำซาลาเปาเสร็จใหม่ ๆ เลย!” คุณยายซูหัวเราะร่วนอย่างมีความสุข
“หนูไปแปรงฟันก่อนนะคะ!” ซู่เป่ารีบวิ่งกลับไปทางบันไดทันที
ซูเหอเวิ่นปิดสมุดคณิตศาสตร์แล้วเดินตรงไปยังโต๊ะอาหารเพื่อช่วยคุณย่าจัดเตรียมถ้วยตะเกียบ ซูเหอเหวินมองภาพนั้นด้วยความไม่เข้าใจ ปกติซูเหอเ