าด แต่ลำคอกลับแห้งผากจนเปล่งเสียงไม่ออก
“พอ! หยุดพูดเดี๋ยวนี้!” เขารีบเอื้อมมือไปปิดปากซู่เป่าทันทีพลางสั่งเสียงรัว
ซูเหอเวิ่นหันมองไปรอบ ๆ ดวงอาทิตย์ยังคงส่องแสงจ้าอยู่กลางฟ้า เหล่าดอกไม้ก็ยังดูสดใส… แดดเปรี้ยงขนาดนี้ ไม่มีทางมีผีหรอกน่า!
เขายอมปล่อยมือออกจากปากซู่เป่า
“พี่ชาย… พี่กลัวใช่ไหมล่ะ! ไม่เป็นไรหรอกนะคะ ความกลัวไม่ใช่เรื่องน่าอายสักหน่อย!” เด็กน้อยรีบสวนกลับทันที
“…ถ้าพูดจาดี ๆ ไม่เป็น ก็เงียบไปเถอะ” ซูเหอเวิ่นตำหนิ
ไม่รู้ว่าเพราะอยู่กับจี้ฉางมากไปหรือเปล่า เจ้าตัวเล็กแต่ก่อนเคยนิ่งเงียบ กลับกลายเป็นเด็กช่างเจรจาจนหยุดไม่อยู่
“ทำไมพี่ชายต้องกลัวผีด้วยล่ะคะ? ไม่เห็นสมกับเป็นพี่เลย พี่ชายเก่งขนาดนี้ไม่ควรกลัวสิ”
“ความจริงผีก็ไม่ได้น่ากลัวหรอกค่ะ ก็เหมือนคนเรานี่แหละ… อืม ยกเว้นแค่บางตัวที่ลูกตาปูดออกมา หรือไม่ก็แขนขาขาดหลุดรุ่ยเท่านั้นเอง…”
“เงียบไปเลย!” ซูเหอเวิ่นทนฟังไม่ไหวอีกต่อไป เขาควักลูกอมมาจากไหนไม่รู้ยัดใส่ปากซู่เป่าเพื่อปิดปากทันที
“อื้อ! อาอ่อยยย(อร่อย)”
ในตอนนั้นเอง ครูประจำชั้นและคนอื่น ๆ ก็ตามหาทั้งคู่จนเจอ เมื่อเห็นซูเหอเวิ่นและซู่เป่าสะพายกระเป๋าเดินทอดน่องอยู่ในโรงเรียน จึงรีบปรี่เข้ามาถามด้วยความเป็นห่วง
“ซูเหอเวิ่น ซู่เป่า! พวกเธอไปไหนกันมาจ๊ะ? เสียงกริ่งเข้าเรียนดังตั้งนานแล้วนะลูก!”
“ซู่เป่าหิวข้าวค่ะ พี่ชายเลยพาไปหาของว่างกิน” ซู่เป่าอมลูกอมจนแก้มตุ่ย