นองว่าไม่อยากนับญาติด้วยในตอนนี้
คุณครูครุ่นคิดครู่หนึ่ง เตรียมย้ายนักเรียนที่นั่งข้างซูเหอเวิ่นไปที่อื่นชั่วคราว แต่ซู่เป่ากลับชี้มือไปยังที่ว่างข้างเสวี่ยเอ๋อร์พลางบอก “คุณครูคะ ซู่เป่าอยากนั่งกับพี่เสวี่ยเอ๋อร์ค่ะ”
“อ้อ จริงด้วย เพื่อนที่นั่งข้างเสวี่ยเอ๋อร์ วันนี้ลาพอดีเลย” คุณครูเพิ่งนึกขึ้นได้
จี้ฉางที่ลอยอยู่ข้าง ๆ ขมวดคิ้วมุ่น
นี่มันจะบังเอิญเกินไปหน่อยหรือเปล่า
ทางด้านเสวี่ยเอ๋อร์สีหน้าดูไม่สู้ดีนัก เธอไม่อยากนั่งใกล้ซู่เป่าเลยสักนิด!
วีรกรรมที่ซู่เป่าเอาขนมเย็น ๆ มาราดใส่เธอตอนไปแคมป์ครั้งนั้นยังคงเป็นแผลใจจนจำไม่ลืม
จู่ ๆ เพื่อนร่วมชั้นที่นั่งอยู่ด้านหน้าเสวี่ยเอ๋อร์ก็หันขวับมาอุทานด้วยความทึ่ง “ว้าว… เสวี่ยเอ๋อร์ นอกจากเธอจะสนิทกับตระกูลซือแล้ว เธอยังสนิทกับตระกูลซูด้วยเหรอเนี่ย!”
ไม่อย่างนั้นซู่เป่าจะเลือกเจาะจงมานั่งข้างเธอในทันทีได้อย่างไร?
“ก็ไม่มีอะไรมากหรอกจ้ะ พอดีฉันเคยไปออกแคมป์กับซู่เป่ามาครั้งหนึ่งน่ะ” ความขุ่นเคืองในใจเสวี่ยเอ๋อร์มลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง! ความภาคภูมิใจจากการได้โอ้อวดทำให้เธอฉีกยิ้มออกมาได้ในที่สุด
“น้องซู่เป่า มานั่งทางนี้สิจ๊ะ” เสวี่ยเอ๋อร์ตบเบาะที่นั่งข้างกายเรียกด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
ซู่เป่าสะพายกระเป๋าใบเล็กไว้ด้านหลัง วิ่งตึงตังไปนั่งลงข้างเสวี่ยเอ๋อร์ทันที
เสวี่ยเอ๋อร์ยิ้มตาหยีหมายตีสนิทเพื่อเสริมบารมีให้ตัวเอง แต่แล้วเธอก็ต้องชะงักกึกเมื่อ