กเหรื่อในงานต่างมองมายังครอบครัวซูด้วยความกังวล สลับกับหันไปมองทางหลินเฟิงและมู่ชิ่นซิน ที่ยังคงแสร้งคุกเข่าอยู่
ทั้งคู่ยังคงแสดงละครบีบน้ำตาจนใบหน้าเปรอะเปื้อน
“นี่ตั้งใจมาปั่นหัวให้คนอื่นโมโหใช่ไหม? ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าเป็นวันเกิดเด็ก ยังเลือกมาปรากฏตัวในเวลานี้อีก…” แขกคนหนึ่งกระซิบวิจารณ์
“เฮ้อ ก็ไม่แน่นะ…ดูพวกเขาสิ น่าสงสารออกปานนั้น คงถูกบีบคั้นจนไร้ทางออกจริง ๆ นั่นแหละมั้ง!” อีกคนเริ่มคล้อยตาม
ทว่าผู้ที่พอรู้ตื้นลึกหนาบางกลับเอ่ยแย้ง “หมอนี่ หลินเฟิง ก็ใช่ว่าจะเป็นคนดีเด่อะไรนักหรอก…”
เนื่องจากคดีความของตระกูลหลินยังอยู่ในระหว่างการสืบสวน และยังไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ จึงมีผู้ล่วงรู้ความจริงเพียงไม่กี่คนเท่านั้น แต่อีกคนกลับแสดงความเห็นต่าง
“ไปโทษเขาฝ่ายเดียวก็ไม่ได้นะ…ลูกในไส้ที่กำลังลืมตาจะดูโลกถูกทำร้ายจนตาย คนเป็นพ่อที่ทนรับความโศกเศร้าไม่ไหว คงเผลอลงมือรุนแรงไปบ้าง มันก็น่าเห็นใจอยู่…”
ในมุมมองของคนเป็นพ่อเป็นแม่ ใครบ้างล่ะที่ไม่เคยมีอารมณ์ชั่ววูบ จนอยากตีสั่งสอนลูกตัวเอง?
ไม่ว่าคนจะวิจารณ์อย่างไร ความจริงที่ว่าหลินเฟิงเป็นพ่อแท้ ๆ ของซู่เป่าก็ยังไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้…
“พี่ใหญ่ มัวรออะไรอยู่? ทำไมยังไม่จัดการไล่คนพรรค์นี้ออกไปอีก!” ซูอิงเอ๋อร์ ผู้มีนิสัยวู่วามกัดฟันถามด้วยความเดือดดาล
คราวก่อนเพิ่งจะสั่งสอนจนหลินเฟิงสะบักสะบอมไปขนาดนั้น ไม่คิดเลยว่าหมอนี่จะยังขวัญกล้