ยายามเอ่ยโต้แย้งอย่างเด็ดเดี่ยว
“พอได้แล้ว!” เหวยหว่านตวาดขัดจังหวะ “หลักฐานคาตาขนาดนี้ หน้าพี่สาวเธอเขียวช้ำไปหมดแล้ว เธอยังกล้าแก้ตัวอะไรอีก!?”
ซู่เป่าทำได้เพียงนิ่งเงียบด้วยความคับแค้นใจ เหวยหว่านนั่งยอง ๆ ลงประคองหานหาน
“หานหานที่รัก ไม่ร้องนะลูก เรากลับบ้านกันเถอะ”
“หนูไม่กลับ! หนูไม่ยอม! หนูจะเอากระโปรงของหนูคืน ฮือ ๆ ๆ!” หานหานร้องดิ้นอาละวาด คำอธิบายของซู่เป่าถูกกลบหายไปภายใต้เสียงร้องไห้อันโหยหวนนั้น
ซู่เป่ายืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางวงล้อมของฝูงชนที่ส่งสายตาตำหนิมายังเธอ ซูเหอเหวินเห็นท่าไม่ดีจึงตั้งท่าจะดึงน้องสาวมาหลบข้างหลัง ทว่ากลับมีร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งก้าวเข้ามาอุ้มเด็กน้อยขึ้นแนบอกเสียก่อน
“เกิดอะไรขึ้น?”
ซูอีเฉินกวาดสายตามองไปรอบ ๆ พลางเอ่ยถามด้วยเสียงเย็นเยียบ ใบหน้าที่เคร่งขรึมน่าเกรงขามของเขาทำให้เสวี่ยเอ๋อร์หวาดกลัวจนต้องมุดหลบหลังแม่ ทว่าแขกคนอื่น ๆ กลับพากันประโคมความผิดให้ซู่เป่า
“คุณหนูหานหานแค่ทวงชุดของเธอคืน แต่ซู่เป่ากลับลงมือทำร้ายพี่สาวทันทีเลยค่ะ”
“ใช่ค่ะ แถมยังพยายามเอาเค้กกดหน้าคุณหนูหานหานอีกด้วย ร้ายกาจจริง ๆ”
“พวกคุณ…เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยตาตัวเองอย่างนั้นหรือ?” ซูอีเฉินเค่นยิ้มหยัน
ในขณะนั้น ประมุขซูก็เดินก้าวเข้ามาพร้อมไม้เท้าคู่กาย ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงทรงพลัง
“ฉันเชื่อมั่นว่าซู่เป่าไม่ใช่เด็กนิสัยแบบนั้น ใครที่บอกว่าหลานสาวฉันผิด ยืนออกมา