บอกว่า ซู คือธัญพืชชนิดหนึ่งค่ะ เมื่อกะเทาะเปลือกออกแล้วจะเรียกว่าข้าวฟ่างเม็ดเล็ก ต้นข้าวฟ่างนั้นทนต่อความแห้งแล้งและปรับตัวเก่งมาก แม่ก็เลยตั้งชื่อหนูว่าซู่เป่าเพื่อให้หนูเข้มแข็งค่ะ”
น้ำเสียงของเด็กน้อยนุ่มนวลตามวัย แต่ท่าทางกลับดูเคร่งขรึมเคร่งครัด ราวกับกำลังท่องจำทุกคำพูดที่แม่เคยสอนไว้อย่างไม่ตกหล่น
คุณยายซูฟังแล้วรู้สึกแสบจมูกด้วยความตื้นตัน เธอพยักหน้ารับ
“ชื่อของซู่เป่าความหมายดีมากเลย แม่ของหนูชื่อซูจิ่นอวี้ ถ้าอย่างนั้น ซู่เป่าจะยอมใช้นามสกุล ‘ซู’ ของคุณแม่ด้วยได้ไหมจ๊ะ?”
ซู่เป่าพยักหน้าอย่างกระตือรือร้น “อื้อ! หนูจะใช้นามสกุลเดียวกับคุณแม่ค่ะ!”
คุณตาซูยิ้มอย่างพึงพอใจก่อนจะตั้งโจทย์ “แล้วเราจะตั้งชื่อจริงที่ขึ้นต้นด้วย ‘ซู’ ว่าอะไรดีล่ะ?”
ซู่เป่ารีบชูมือน้อย ๆ ขึ้นตอบทันที “ซูซู่เป่าค่ะ!”
คำตอบนั้นทำให้ทุกคนในห้องหลุดหัวเราะออกมาพร้อมกัน
ซูอีเฉินเดินเข้ามาสมทบพลางเสนอ “เรียกว่าซูซู ดีไหม?”
“ไม่ดี ๆ ฟังแล้วเหมือนกำลังเรียก ‘ลุง’ เลย”
คุณยายซูรีบส่ายหน้าปฏิเสธ กลายเป็นเรื่องยากสำหรับทุกคนที่ต้องการเก็บคำว่า ‘ซู’ ไว้ในชื่อแต่ดันพ้องเสียงกับนามสกุล ‘ซู’ จนฟังดูสับสน
ในที่สุดจึงตัดสินใจว่าจะจัดประชุมครอบครัวเพื่อระดมสมองตั้งชื่อให้หลานสาวตัวน้อยอย่างเป็นทางการ
“ซู่เป่าปีนี้อายุสามขวบครึ่งแล้วใช่ไหมลูก?” คุณป้าสะใภ้เอ่ยถาม
“น่าจะใช่ค่ะ… แม่บอกว่าหนูเกิดวันที่ 15 มีนาคม” ซู่เ