จากนั้นเธอก็รีบหันไปทางพ่อสามีแล้วเอ่ยแก้ต่างให้ลูกสาว
“คุณพ่อคะ หานหานเขายังเด็กนัก…”
“เพราะยังเด็กนี่แหละถึงต้องเข้มงวดสอนสั่ง! เรื่องนี้ฉันพูดมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว พวกเธอเลี้ยงลูกกันอย่างไร?” คุณตาซูเอ่ยขัดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “อายุเท่านี้ยังดื้อรั้นเอาแต่ใจถึงเพียงนี้ แล้วโตไปจะหยัดยืนอยู่ในสังคมได้เหรอ?”
“เข้าใจแล้วค่ะคุณพ่อ” เหวยหว่านก้มหน้าหลบสายตา กัดริมฝีปากรับคำอย่างจำนน
ชายชราที่กำลังขุ่นมัวด้วยโทสะจึงกุมมือน้อย ๆ ของซู่เป่าแล้วพาเดินเลี่ยงออกจากสถานการณ์อันน่าอึดอัดนั้นไปในทันที
หานหานเมื่อเห็นว่าคุณปู่เมินเฉยต่อเธอแถมยังเลือกเดินจากไปพร้อมกับหลานคนใหม่ เธอก็ยิ่งร้องไห้จนตัวโยน ก่อนวิ่งเตลิดกลับเข้าห้อง และกวาดข้าวของราคาแพงบนโต๊ะจนร่วงกราวลงพื้นเพื่อระบายความอัดอั้น
ด้านเหวยหว่านรู้สึกไม่สบอารมณ์ เธอแอบตัดพ้อในใจว่าคุณพ่อพูดจารุนแรงกับลูกสาวเธอเกินไป
ลูกของใคร ใครก็รักและอยากสั่งสอนเอง
คนอื่นมีสิทธิ์อะไรมาบงการ? แม้จะเป็นประมุขของบ้านเธอก็ยอมรับไม่ได้!
พ่อแม่สามีตระกูลซูจะปฏิบัติต่อเธอดีเยี่ยม และให้เกียรติไม่เคยเข้ามายุ่มย่ามเรื่องภายในครัวเรือน แต่เธอก็คิดว่าตนเองเป็นลูกสะใภ้ที่ประเสริฐยิ่ง คอยดูแลปรนนิบัติพัดวีไม่เคยบกพร่อง
เทศกาลไหนก็ไม่เคยลืมหาของขวัญล้ำค่ามามอบให้ เธอเชื่อมั่นว่าไม่มีลูกสะใภ้คนไหนจะดีไปกว่าเธออีกแล้ว
เธอยังคงยึดถือคติประจำใจอย่างเหนียวแน่นว่า ‘ล