ซึ่งเป็นบรมครูชั้นสูงในแวดวงศิลปะ โดยแอบหวังลึก ๆ ว่าอัจฉริยภาพของซู่เป่าจะไปสะกิดใจอีกฝ่ายจนยอมรับเธอเป็นศิษย์
ในขณะที่สองตาหลานกำลังล่องลอยอยู่ในโลกจินตนาการ เสียงฝีเท้าเร่งรีบจากโถงล่างก็ดังขึ้น พร้อมเสียงรายงานจากคนรับใช้
“คุณท่านครับ! คุณนายเดินทางกลับมาถึงคฤหาสน์แล้วครับ!”
คุณตาซูรีบกุมมือน้อยของซู่เป่าด้วยความตื่นเต้น
“ไปกันเถอะซู่เป่า คุณยายกลับมาหาหลานแล้ว”
…
ณ โถงชั้นล่าง ซูจื่อหลินกำลังทำหน้าที่เข็นรถเข็นที่มีร่างของคุณยายซูนั่งประทับอยู่ มือที่ผอมบางและเหี่ยวแห้งของเธอสั่นเทาขณะเปล่งเสียงเครือพร่า
“ซู่เป่า… หลานรักของยายอยู่ที่ไหน…”
เพียงสิ้นประโยค เธอก็แหงนหน้าขึ้น และสบเข้ากับดวงตาใสซื่อของเด็กน้อยที่ดูราวกับตุ๊กตาหยกแกะสลัก ซึ่งกำลังก้าวลงบันไดมาพร้อมกับประมุขของบ้าน
คุณยายซูพลันรู้สึกเหมือนก้อนสะอื้นแล่นมาจุกอยู่ที่คอจนไร้ซึ่งเสียงพรรณนา หยาดน้ำตาอุ่น ๆ หลั่งไหลอาบแก้มอย่างไร้ทิศทาง…
ภาพตรงหน้าคือเลือดเนื้อเชื้อไขของจิ่นอวี้แบบไม่ต้องสงสัย ใบหน้านั้นถอดพิมพ์ออกมาจากลูกสาวสุดที่รักของเธอราวกับถอดแบบมาไม่มีผิดเพี้ยน
ทว่าลูกสาวแก้วตาดวงใจของเธอนั้น… ได้จากลาโลกนี้ไป ไม่มีวันหวนคืนแล้ว
“ซู่เป่า……” คุณยายซูพร่ำเรียกชื่อหลานสาวผ่านเสียงสะอื้นที่แทบขาดใจ
ซู่เป่ารีบปล่อยมือจากคุณตาแล้ววิ่งถลาเข้าไปหาคุณยายทันที “คุณยายคะ!” เธอชะงักเพียงชั่วอึดใจก่อนจะยื่นมือน้อย ๆ เข้าไปโอ