แกนะ แล้วดูแกทำกับฉันสิ” มู่ชิ่นซินเอ่ยด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ
ซู่เป่าส่ายหน้าพัลวันพลางส่งเสียงอู้อี้ประท้วงในลำคอ
มู่ชิ่นซินยิ้มหยี ท่าทางชั่วร้ายนั้นแตกต่างจากตอนแสร้งทำเป็นคนดีอย่างสิ้นเชิง “จะบอกว่าไม่ได้ผลักฉันงั้นเหรอ? แต่วันนั้นถ้าแกไม่โผล่มากะทันหันจนฉันตกใจ ฉันจะตกลงไปได้ยังไง? เพราะฉะนั้นแกต้องรับผิดชอบนะ ตอนนี้ฉันไม่มีลูกแล้ว น่าสงสารจะตาย… ถ้าพวกลุงของแกถาม แกต้องบอกว่าแกเป็นคนผลัก เข้าใจไหม?”
เธอพยายามใช้คำพูดหลอกล่อด้วยคิดว่าเด็กสามขวบครึ่งย่อมจูงจมูกได้ง่าย ทว่าซู่เป่ากลับเม้มริมฝีปากแน่น แววตาเต็มไปด้วยความต่อต้าน ว่าไม่ได้ผลักใคร และไม่มีวันยอมรับในสิ่งที่ไม่ได้ทำเด็ดขาด
เมื่อเห็นว่าคำหวานไม่ได้ผล มู่ชิ่นซินก็เริ่มหมดความอดทน! ตบหน้าไปหลายทีก็ไม่ยอมร้องออกมา เธอเกลียดเด็กที่ไม่มีพ่อคนนี้เหลือเกิน ทั้งเงียบขรึมและรั้นจนน่ารำคาญ
ใบหน้าของมู่ชิ่นซินบิดเบี้ยวด้วยโทสะ หัวเราะเสียงต่ำ “ซู่เป่า แกนี่มันไม่รักดีจริงๆ ถ้ายังดื้ออยู่แบบนี้ เชื่อไหมว่าฉันจะตบแกให้เข็ด!”
หญิงสาวมั่นใจว่าเหตุการณ์วันนั้นไม่มีกล้องวงจรปิด และไม่มีใครเห็นความจริง หากขู่ให้ลูกเลี้ยงยอมรับผิดได้ ภาพลักษณ์นางเอกผู้น่าสงสารก็ยังคงสมบูรณ์แบบเพื่อดึงดูดใจเทพบุตรในฝันต่อไป
มู่ชิ่นซินนึกถึงข่าวครูอนุบาลที่ใช้เรื่อง กล้องส่องทางไกล มาขู่เด็กจนไม่กล้าบอกความจริงกับพ่อแม่ จึงถลึงตาใส่ซู่เป่าพลางขู่สุดเสียง “อ