มรักใคร่ และสงสารจับใจ ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“ซู่เป่าบอกลุงหน่อยได้ไหม…จริง ๆ แล้วหนูชื่ออะไรนะ?”
ซู่เป่าจ้องมองเพดานสีขาวโพลนอยู่นาน ในที่สุดก็ปริปากตอบแผ่วเบา
“ซู่เป่าไม่มีชื่อหรอกค่ะ ใคร ๆ ก็เรียกแค่ซู่เป่า…”
ในความทรงจำอันขมขื่น พ่อเคยบอกว่าไม่อยากเสียเวลาตั้งชื่อให้ เขาบอกให้รอจนกว่าป้าจะคลอดน้องชายออกมาก่อนค่อยว่ากันอีกที…
เด็กน้อยจึงเติบโตมาโดยไร้นามเรียกขาน มีเพียงชื่อ ‘ซู่เป่า’ ที่แปลว่าสมบัติล้ำค่า ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่แม่ทิ้งไว้ให้ก่อนจากไป
ซูอี้เชินพยายามกดข่มอารมณ์ที่พลุ่งพล่านอยู่ในอก ก่อนถามต่อ “ซู่เป่า…บอกลุงหน่อยสิ ว่าตอนนี้ในใจหนูกำลังคิดอะไรอยู่?”
เด็กน้อยค่อย ๆ เคลื่อนสายตามองผู้เป็นลุง
ยามโลกของเธอถูกมืดมิดและเหน็บหนาว ชายผู้นี้เป็นคนเดียวที่ฝ่ามรสุมทั้งหลายเข้ามา เปรียบดั่งแสงตะวันอบอุ่นกลางชีวิตอ้างว้างของเด็กหญิง
ซู่เป่าเม้มปากก่อนถามด้วยความกังวล “ลุงเล็กคะ…ถ้ากลับบ้านไปแล้ว ซู่เป่าจะมีข้าวกินไหม?”
คำถามแสนซื่อนั้นทำให้ทุกคนในห้องพักนิ่งงันไป
กลับบ้าน… จะมีข้าวกินไหม?
ยังไม่ทันที่ใครจะได้ทันตั้งตัว ซู่เป่าก็ถามต่อเสียงแผ่ว “แล้ว… พวกคุณจะตีหนูไหมคะ?”
เพียงสองประโยคสั้น ๆ กลับกรีดลึกเข้าไปในหัวใจของประมุขตระกูลซูจนแทบหลั่งน้ำตา เด็กหญิงตัวน้อยกลับกังวลเพียงแค่เรื่องปากท้อง และความปลอดภัยของร่างกายตนเอง สะท้อนให้เห็นว่าตลอดเวลาที่อาศัยอยู่ในบ้านตระกูล