หลิน ต้องเผชิญกับการทารุณเพียงใด!
ทั้งต้องอดมื้อกินมื้อ ท่ามกลางฤดูหนาวอันโหดร้ายก็ไร้ซึ่งอาภรณ์อุ่นคุ้มกาย
ตอนกลางคืนก็ฝันร้ายไร้คนปลอบโยน หรือแม้แต่ในฤดูร้อนที่เหงื่อโซมกายจนเสื้อผ้าเปียก ก็ยังไม่มีใครสักคนชายตามอง…
ชายชราจำต้องหันหลังกลับเพื่อซ่อนความอ่อนแอ พยายามกลืนก้อนสะอื้นลงคอจนใบหน้าเหยเก ขอบตาแดงก่ำด้วยความโศกเศร้าและแค้นใจ
เหล่าพี่น้องตระกูลซูต่างขบกราม กำหมัดแน่นเพื่อระงับอารมณ์ขุ่นมัว ไม่มีใครกล้าแสดงท่าทีเกรี้ยวกราดออกมา เพราะกลัวเด็กน้อยขวัญเสีย ซูอี้เชินกุมมือเล็กบางของซู่เป่าแนบกับใบหน้าตนเองพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ซู่เป่าเป็นเด็กดี… กลับบ้านเราแล้ว อยากทานอะไรก็ได้ทั้งนั้น ไม่มีใครบังอาจมาแตะต้องหนูได้อีก”
“ดูสิ…นี่คือลุงใหญ่ ลุงรอง ลุงสาม…ทุกคนล้วนเก่งกาจและพร้อมปกป้องหนูเสมอ”
ซู่เป่ากำผ้าห่มแน่นพลางนิ่งเงียบไปนานแสนนาน
ทุกคนคิดว่าเด็กน้อยคงหลับไปแล้ว แต่เธอจู่ ๆ ก็เอ่ยขึ้นมา “คุณลุงคะ… ซู่เป่าไม่ได้ผลักใคร พ่อกับคุณปู่พยายามบังคับให้หนูยอมรับผิด แต่หนูไม่ยอม…”
เด็กน้อยย้ำคำเดิมอย่างดื้อรั้น ใบหน้าจิ้มลิ้มแสดงความเด็ดเดี่ยวสวนทางกับดวงตาหม่นแสง เธอแอบกังวลใจว่า หากลุงเล็กรู้ว่าตนเป็นเด็กไม่เชื่อฟังเช่นนี้ พวกเขาจะยังต้องการเธออยู่อีกไหม?
ซูอี้เชินรู้สึกจุกเสียดในลำคอจนพูดไม่ออก ขอบตาเริ่มแดงซ่าน แม้แต่คุณตาซูก็ไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้อีกต่อไป
“ลุงเชื่อว่าหนู