“โอ้ นั่นเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ?”
“ไป ไปดูกันเถิด!”
“โอ้สวรรค์ ชายผู้นั้นช่างน่าสงสาร เป็นคนพิการ แถมใบหน้ายังเสียโฉม ถูกสะใภ้ที่ยังไม่ได้แต่งเข้าบ้านทิ้งอีก”
“แม่นางน้อยแห่งร้านอวิ๋นหรงผู้นั้น งดงามราวกับหยาดน้ำค้าง หากต้องแต่งงานกับขอทานผู้นั้น คงไม่ต่างอะไรกับบุปผางามที่ปักลงบนกองมูลควาย”
“คุณหนู ฮูหยิน เกิดเรื่องที่ร้านอวิ๋นหรงขอรับ”
อากุ้ยบังคับรถม้า พอเลี้ยวเข้าสู่ถนนที่ตั้งของร้านอวิ๋นหรงก็พบเห็นผู้คนมากมายมุงดูเหตุการณ์เบื้องหน้า พร้อมกับคำพูดเสียดสีมากมายดังมาเข้าหู
“ฮูหยิน คนเยอะมากขอรับ ทางถูกขวางไว้ รถม้าผ่านไปไม่ได้”
พอได้ยินว่าร้านอวิ๋นหรงเกิดเรื่อง อวิ๋นเจียวก็ร้อนใจรีบเอ่ยปาก “งั้นจอดรถม้าตรงนี้เลย พวกเราเดินไปกันเองนะเจ้าคะ”
ฟางซื่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง คงทำได้เพียงวิธีนี้ เพราะที่ร้านอวิ๋นหรงยังมีสตรีตั้งครรภ์และหญิงที่กำลังอยู่ไฟหลังแท้งบุตร นางค่อนข้างเป็นห่วง
“อากุ้ย จอดรถม้าข้างทาง”
“ขอรับ ฮูหยิน”
หลังจากจอดรถม้าได้แล้ว ฉู่อี้ก็ตื่นขึ้นพอดี เขาลุกขึ้นนั่งอย่างเชื่องช้า ดวงตาปรือมองผ่านม่านที่อากุ้ยเปิดออกไปยังด้านนอก เอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจ “เจียวเอ๋อร์ ถึงแล้วหรือ?”
ฟางซื่อลงจากรถม้าแล้ว ขณะนี้ภายในรถม้าจึงมีเพียงฉู่อี้และอวิ๋นเจียวสองคน
“อืม ถึงแล้ว แต่ตอนนี้ถนนหน้าร้านอวิ