น้าโต๊ะหนังสือ มือไพล่หลัง เขาสวมเพียงชุดลำลองแต่ทว่าท่าทางกลับแฝงไว้ด้วยความสูงส่งโดยธรรมชาติ
อวิ๋นฉี่เยว่ในชุดดำสนิท ราวกับคมกระบี่ที่เก็บงำความเฉียบคมไว้ แต่แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งการสังหารอันไร้ที่สิ้นสุด เขาก้าวเท้าย่างเข้าหาฉู่อี้ทีละก้าว และหยุดลงเมื่ออยู่ห่างจากฉู่อี้เพียงสองก้าว
ดวงตาของทั้งสองประสานกันกลางอากาศ หนึ่งเปี่ยมด้วยความสงบนิ่ง อีกหนึ่งเต็มไปด้วยแววเยือกเย็น
เพียงแค่อวิ๋นฉี่เยว่ใช้มือขวาสะบัดผ่านเอวเบาๆ ก็มีแสงเย็นวาบผ่านมา ชั่วพริบตา กระบี่อ่อนเล่มหนึ่งที่บางดุจกิ่งหลิวก็จ่ออยู่ที่ลำคอของฉู่อี้แล้ว
คมกระบี่เย็นเยียบแนบชิดกับผิวหนังของฉู่อี้ เพียงแค่ขยับเล็กน้อยก็สามารถตัดเส้นชีพจรที่เต้นอยู่บนลำคอเขาได้
ทว่าฉู่อี้กลับไม่แยแสต่อการกระทำของอวิ๋นฉี่เยว่แม้แต่น้อย สายตาจับจ้องไปที่กระบี่อ่อนราวกิ่งหลิ่วเล่มนั้น ก่อนเอ่ยขึ้นอย่างช้าๆ “กระบี่ชุ่ยหลิ่ว… อวิ๋นฉี่เยว่ เจ้าไม่ธรรมดาจริงๆ”
ดวงตาของฉี่เยว่เป็นประกายเย็นยะเยือกก่อนเอ่ยว่า “ฉู่อี้ ข้าเคยบอกท่านแล้ว หากท่านกล้าคิดร้ายกับครอบครัวของข้า ข้าจะไม่ปล่อยท่านไว้แน่!” กล่าวจบปลายกระบี่ในมือก็ขยับ คอของฉู่อี้ก็มีรอยเลือดปรากฏขึ้น
ทว่าฉู่อี้กลับไม่แม้แต่ขมวดคิ้ว กลับเอ่ยด้วยท่าทางสงบนิ่งเช่นเดิม “ไม่นึกเลยว่าศิษย์ปิ