่?” อวิ๋นโส่วจงวางรถเข็นไว้ที่หน้าประตูห้องโถง จากนั้นก็เดินเข้ามาในห้อง แต่เขายืนนิ่งอยู่ที่เดิมโดยไม่มีท่าทีว่าจะนั่งลง
เมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้นของอวิ๋นโส่วจง ผู้เฒ่าอวิ๋นก็ยิ่งรู้สึกไม่พอใจ “ไม่มีธุระ ข้าก็มาหาเจ้าไม่ได้หรือไง? เจ้ายังเป็นลูกของข้าอยู่หรือไม่?”
อวิ๋นโส่วจงเอ่ยอย่างไม่เกรงใจ “หากท่านพ่อไม่มีธุระอันใด ข้าก็ขอตัวก่อนนะขอรับ อาการของฉี่ซานยังสาหัส ที่บ้านวุ่นวายไปหมด ข้ามีเรื่องต้องทำอีกมากมายขอรับ” กล่าวจบเขาก็หันหลังเดินออกไป
ผู้เฒ่าอวิ๋นโกรธจนแทบจะล้มทั้งยืน นี่มันเวรกรรมอะไรกัน ไยเขาถึงมีลูกชายเช่นนี้ ท่าทางเย็นชาไร้น้ำใจ แม้แต่ลูกเขยยังดีกว่า
“เจ้าหยุดเดี๋ยวนี้นะ ข้าเป็นพ่อของเจ้า เจ้าทำกับพ่อตัวเองแบบนี้ได้อย่างไร?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นอวิ๋นโส่วจงจึงหยุดชะงัก หันกลับมามองผู้เฒ่าอวิ๋นด้วยสายตาเย็นชา “ทำไมล่ะขอรับ ท่านพ่ออยากจะให้ผู้ใหญ่บ้าน หัวหน้าตระกูล และผู้อาวุโสในหมู่บ้านมาตัดสินเรื่องนี้หรือขอรับ? ถ้าเช่นนั้นก็ดี ท่านพ่อไม่ต้องเหนื่อย ข้าจะไปเรียนเชิญพวกเขามาเอง พวกเราจะได้พูดคุยเรื่องของฉี่ซานให้รู้เรื่องกันไปเลย!”
ผู้เฒ่าอวิ๋นไม่สามารถโต้แย้งได้แม้แต่คำเดียว แต่สุดท้ายเขาก็ยังคงนึกถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงที่เขามาที่นี่ หลังจากจ้องมองอว