ฟางซื่อและอวิ๋นโส่วจงมิได้มองข้ามความคิดเห็นของอวิ๋นเจียวเพียงเพราะนางยังเด็ก
คนนอกอาจไม่รู้ แต่คนเฉลียวฉลาดอย่างฉู่อี้กลับสัมผัสได้ว่าการกระทำของครอบครัวนี้ล้วนให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของอวิ๋นเจียวเป็นอันดับแรก
แม้ฉู่อี้จะพยายามเกลี้ยกล่อมเพียงใดแต่คนตระกูลอวิ๋นก็ยืนกรานที่จะไม่จากไป ฉู่อี้จึงมิได้เกลี้ยกล่อมต่อ เพียงแต่สั่งให้จางหลิงนำกำลังพลไปตั้งค่ายอยู่ห่างออกไปร้อยก้าว
หลังจากจัดหาที่พักให้คนตระกูลอวิ๋นเรียบร้อยแล้ว ฉู่อี้จึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาแฝงไปด้วยอำนาจ “พวกเจ้าลุกขึ้นเถิด เรื่องที่นี่ข้าจะกราบทูลฝ่าบาทตามความเป็นจริง”
เช่นนี้แล้วพวกเขาจะกล้าลุกขึ้นได้อย่างไร พวกเขามีตำแหน่งเป็นเพียงขุนนางขั้นเจ็ด ขณะที่ท่านโหวผู้นี้กลับเอ่ยปากว่าจะกราบทูลฝ่าบาท
ทั้งสองคนตกใจจนแทบสิ้นสติ ฉู่อี้มิได้ปรายตามองพวกเขาด้วยซ้ำ เพียงโบกมืออย่างเบื่อหน่าย เป็นสัญญาณให้ทหารด้านล่างพาตัวทั้งสองคนออกไป
ไม่นานนัก หลังจากทั้งสองคนตั้งสติได้ก็รีบจากไปทันที ตกดึกทั้งสองคนก็กลับมาอีกครั้ง ครั้งนี้พวกเขาตรงไปที่กระโจมของฉู่อี้
หลังจากพวกเขาจากไปแล้ว ฉู่อี้มองหีบสมบัติสองหีบที่เต็มไปด้วยทองคำและอัญมณีล้ำค่า ตลอดจนตั๋วเงินอีกสองกล่อง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ไม่คิดจะส่งหมอมา ไม่คิดหาวิ