นเข้าไปเกาะแกะอยู่ข้างกายซ่งเฉิงจี้โดยตลอด มิหนำซ้ำยังชอบทำหน้าระรื่นวอนขอให้อีกฝ่ายด่าตนด้วย
“เฉิงจี้ เฉิงจี้คนดี~ ด่าทอข้าอีกสักสองสามประโยคหน่อยเถิด ข้ารับปากว่าเมื่อด่าจบ ข้าจะรีบไสหัวกลับไปทันทีเลย!”
องค์ชายน้อยซ่งเฉิงจี้ในเวลานั้นก็คิดแล้วคิดอีก คิดจนหัวแทบระเบิดก็มิอาจเข้าใจได้ ทั้งที่อาจารย์ชมเขานักหนาว่าเป็นอัจฉริยะที่สวรรค์ประทาน ฉลาดเฉลียวเหนือผู้คน แล้วเหตุใดด้วยมันสมองระดับอัจฉริยะนี้ เขาจึงไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่าเจ้าหมอนี่คิดอะไรอยู่ในหัวกันแน่? ไฉนถึงชอบใจนักเวลาถูกตนด่า?
กวนจื่ออี้พึงพอใจกับฝีปากด่าทอของซ่งเฉิงจี้มาโดยตลอด จวบจนกระทั่งครั้งหนึ่ง เขาติดตามซ่งเฉิงจี้ไปเป็นแขกที่จวนองค์หญิงใหญ่ แล้วได้พบกับเมิ่งซีโจว
นั่นช่างเหมือนสุนัขที่อดอยากมานานถึงสามวัน จู่ๆก็เห็นซาลาเปาไส้เนื้อร้อนๆกลิ่นหอมฉุยวางอยู่ตรงหน้า! เมื่อได้ลิ้มลองแล้วก็ยากจะถอนตัวได้อีก!
ใต้หล้านี้ ไฉนจึงมีบุคคลเช่นนี้อยู่ได้?!
ถ้อยวาจาที่นางเอื้อนเอ่ยออกมานั้น ทุกตัวอักษรล้วนคมกริบดุจใบมีด ทุกประโยคล้วนแทงทะลุเข้าเนื้อจนโลหิตไหลอาบ ปากร้ายใจอำมหิตอย่างเหลือร้าย ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความงามสง่าอย่างหนึ่ง!
ที่หาได้ยากยิ่งกว่าก็คือ คำศัพท์ที่นางสรรหามาใช้ด่าทอเขานั้น นับว่าหลากหลายสารพัน พ่นออกมาแต่ละค