ั้งหน้าตั้งตารอคอยก็มาถึง ซ่งเฉิงจี้ที่สวมใส่ฉลองพระองค์สีดำปักด้วยลายมังกรทอง ก็พลันก้าวลงมาจากรถม้าด้วยท่วงท่าสุขุมสง่างามยิ่งนัก
“ถวายบังคมองค์รัชทายาทเพคะ…”
ในห้วงเวลาอันคับขัน เสียงกระจ่างเย็นสงบนิ่งของสตรีนางหนึ่งก็พลันเปล่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน ประหนึ่งสายน้ำใสที่ไหลแหวกห้วงอากาศเข้ามา ก่อนจะปลุกเมิ่งชินรุ่ยผู้กำลังจมดิ่งอยู่ในความทรงจำอันน่าอับอายครั้งนั้นให้สะดุ้งตื่นฉับพลัน!
เมิ่งชินรุ่ยถึงกับร่างสั่นสะท้านเฮือกหนึ่ง พลันตกใจจนเหงื่อเย็นไหลซึมทั่วกาย!
เขาได้สติขึ้นมาในบัดดล ตระหนักได้ทันทีว่าตนเกือบจะก่อหายนะใหญ่หลวงเข้าเสียแล้ว!
เขารีบยืดแผ่นหลังตั้งตรงทันที ก่อนจะเปล่งเสียงประกาศดังก้องกังวาน กลบเสียงของเมิ่งซีโจวลงไปเสียสิ้น
“กระหม่อมเมิ่งชินรุ่ย พร้อมด้วยคนทั้งจวนจงหย่งโหว ขอถวายการคารวะต้อนรับองค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ! ขอพระองค์จงทรงพระเจริญพ่ะย่ะค่ะ!”
“ไม่ต้องมากพิธี”
“ขอบพระทัยองค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ!”
หลังจากนั้น ทุกคนจึงกล้าลุกขึ้นยืน แต่ต่างก็ยังก้มหน้านิ่ง สำรวมกิริยาอย่างพร้อมเพรียง
เมิ่งชินรุ่ยในฐานะประมุขจวน รีบก้าวขึ้นหน้าไปหลายก้าว ใบหน้าแต่งแต้มด้วยรอยยิ้ม ทั้งกิริยายังเคารพนบนอบถึงสิบส่วนเต็ม เอ่ยสนทนาทักทายกับองค์รัชทายาทอย่างระมัดระวัง มิพ้นถ้อยวาจาจำพวก
“การที่อ