งผู้เดียว
เมิ่งชินรุ่ยถูกคนทั้งสองบีบคั้นจนไร้หนทางเลี่ยง ราวกับว่าขณะนี้เขาจำต้องตัดสินให้ได้แล้วว่า แท้จริงผู้ใดผิดและผู้ใดถูก
เขานิ่งงันไปชั่วครู่ สีหน้าประหนึ่งอยากจะเอ่ยวาจาแต่ก็ยังลังเลอยู่หลายส่วน ทว่าหลังจากนั้น กลับหันไปทางเมิ่งซีโจวอย่างกะทันหัน แล้วเอ่ยถามขึ้นว่า
“เจ้าคิดเห็นเช่นไร?”
เมิ่งซีโจวยิ้มบาง บนใบหน้าปรากฏแววคล้ายขออภัยหลายส่วน นางค้อมกายลงเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“ข้าในฐานะที่เป็นบุตรีของท่านแม่ อีกทั้งยังรู้เรื่องนี้ไม่รอบด้านนัก หากเอ่ยวาจาใดออกไป เกรงว่าจะเป็นการเอนเอียงเข้าข้างและดูไม่เป็นธรรมเจ้าค่ะ”
เมิ่งชินรุ่ยพยักหน้าเล็กน้อยด้วยความผิดหวัง
แต่เมิ่งซีโจวกลับลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเอ่ยต่อว่า
“แต่… ตลอดหลายปีมานี้ อนุหลิวล้วนมีกิริยาสงบเสงี่ยมสำรวม มิเคยล้ำเส้นผู้ใดเลยแม้แต่น้อย ในสายตาของข้า นางก็นับเป็นคนที่รู้จักพอ คงไม่คิดอาศัยเรื่องนี้ก่อคลื่นลมเพื่อไต่เต้าขึ้นสูงกระมัง… หรือนี่อาจเป็นเพียงความเข้าใจผิดไปเองของอนุหลิว?”
เมิ่งชินรุ่ยนั่งลงบนเก้าอี้วงที่ทำจากไม้จื่อถานของฮูหยินเมิ่ง แล้วตกลงสู่ห้วงความคิดอีกครา
ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบงันและหนักอึ้ง อนุหลิวจึงได้เอ่ยขึ้นอีกครา ครั้งนี้น้ำเสียงของนางเด็ดเดี่ยวราวกับผู้ที่ตัดสินใจทุบหม้อข้าวจม