งจะหมดสติอย่างสิ้นเชิงนั้นเอง กลับได้ยินเสียงฮูหยินเดินเข้ามาในเรือน และยังได้พูดคุยกับจิ่งหมิง!”
“นางปลอบจิ่งหมิงที่กำลังร้อนอกร้อนใจ บอกว่าข้าเพียงร่างกายอ่อนแอจนเป็นลมไปเท่านั้น แล้วสั่งให้เขาออกไปเชิญหมอมาดู ทั้งยังกำชับว่าต้องไปเชิญหมอจากหอหวนชุนเท่านั้น… ข้าพยายามอย่างสุดชีวิตที่จะเปล่งเสียงห้ามปรามเขาไว้ ทว่าสติของข้ากลับพร่าเลือนลงทุกขณะ ครั้นเมื่อข้าฟื้นขึ้นมาอีกครา จึงได้รู้ว่าจิ่งหมิงหายสาบสูญไปเสียแล้ว”
เมื่อบอกเล่าความจริงที่ฝังลึกอยู่ก้นบึ้งหัวใจออกมาได้ ในอกของอนุหลิวกลับบังเกิดความรู้สึกโล่งเบาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน!
ประหนึ่งได้ปลดเปลื้องโซ่ตรวนอันหนักอึ้งที่แบกไว้เนิ่นนานหลายปีลงสิ้นแล้ว!
ฮูหยินเมิ่งเพิ่งจะทำใจเชื่อได้อย่างแท้จริงก็ในยามนี้เอง ว่าอนุหลิวนั้น ‘ล่วงรู้’ เรื่องทุกอย่างมาโดยตลอด การที่นางเคยสำคัญตนว่าทำงานรัดกุมไร้ช่องโหว่ ประหนึ่งนภาทอผืนผ้าไร้ตะเข็บนั้น แท้จริงแล้วหาใช่เพราะปิดบังได้แนบเนียนไม่ หากเป็นเพียงเพราะอีกฝ่ายเห็นว่าแขนย่อมมิอาจขืนขาต้นใหญ่ จึงได้แต่ก้มหน้าก้มตารักษาตัวให้มีชีวิตรอดเท่านั้น…
อนุหลิวรู้ตัวดีว่า การจะเปิดโปงฮูหยินเมิ่งนั้น เป็นการตัดสินใจที่เรียกได้ว่าโอกาสตายมีถึงเก้าแต่รอดมีเพียงหนึ่ง ขอเพียงนางลงมือร้องเรียนขึ