ิ้มแล้ว
เมิ่งหนานอี้กัดริมฝีปากแน่น นางฝืนข่มกลั้นความอึดอัดไว้ภายในใจ เดิมทีคิดจะออกปากสั่งสาวใช้ที่พามาด้วยให้ลงมือแทน ทว่ากลับเห็นเมิ่งซีโจวค้อมกายก้มลงทำงานอย่างเงียบงันเสียก่อน
นางค่อยๆเก็บป้ายวิญญาณบรรพชนขึ้นมาทีละอัน ก่อนจะบรรจงใช้ผ้าแพรสะอาดเช็ดถูปัดเถ้าธูปและคราบสกปรกที่เกาะติดออกอย่างทะนุถนอม จากนั้นยังยกขึ้นส่องกับแสงเทียนตรวจดูอย่างละเอียด ครั้นเห็นว่าสะอาดเรียบร้อยดีแล้ว จึงค่อยนำไปวางกลับคืนสู่ที่เดิมด้วยกิริยาที่เคารพนอบน้อมยิ่ง
สาวใช้ที่เมิ่งหนานอี้พามาด้วยคิดจะก้าวเข้าไปช่วย แต่กลับถูกเมิ่งซีโจวปรายตามองด้วยสีหน้าเรียบเฉยไร้คลื่นอารมณ์ใดๆ จนอีกฝ่ายถึงกับต้องชะงักฝีเท้าลงทันใด
เมื่อเมิ่งหนานอี้เห็นคนของตนถูกเมิ่งซีโจวข่มเหงรังแกด้วยสายตา นางก็พลันเดือดดาลจนต้องกระโดดผางออกมา พลันยกนิ้วขึ้นชี้หน้าด่าทอด้วยเสียงที่แหลมดัง
“เจ้าเป็นตัวอันใดกัน จึงได้บังอาจขัดขวางนางเช่นนี้?”
ทว่าเมิ่งซีโจวกลับทำประหนึ่งมิได้ยิน นางไม่แม้แต่จะปรายหางตาไปมองเพียงเสี้ยว ทำประหนึ่งว่าเมิ่งหนานอี้เป็นเพียงฝุ่นละอองธุลีที่ลอยล่องอยู่กลางห้วงอากาศเท่านั้น
การดูถูกดูแคลนอย่างใหญ่หลวงที่สุดก็คือ การไม่แม้แต่จะเหลียวแลแยแสนั่นเอง และเมิ่งซีโจวก็ได้มอบสีหน้าท่าทางเมินเฉยอย่างที่สุดให้