นี่มิใช่การเสียดสีตำแหน่งฮ่องเต้ของเขาหรอกหรือ?
“เสด็จพ่อทรงไม่ได้ออกจากเมืองหลวงนานเท่าใดแล้ว หรือว่านานเพียงใดแล้วที่ท่านไม่ได้เสด็จออกไปเยี่ยมเยียนราษฎร?”
องค์หญิงเก้าทูลถามกลับอย่างเหลืออด “ทรงรู้หรือไม่ว่าชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรบัดนี้เป็นเช่นไร?”
เฉินจี๋อ้าปากค้าง แต่ไม่อาจเอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมาได้
นับว่าเป็นเวลาหลายปีแล้วที่เขาไม่ได้ออกจากเมืองหลวง ถึงแม้บางคราจะได้ออกไปบ้างก็เป็นเพราะพิธีรำลึกถึงบรรพบุรุษ หรือร่วมงานอื่น ๆ ซึ่งกรมพิธีการล้วนจัดเตรียมทุกอย่างไว้อย่างดี เขาแทบจะไม่ได้พบเห็นราษฎรเลย
“ลูกเคยคิดเหมือนเสด็จพ่อว่า ไพร่ฟ้าประชาชนไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็คงไม่ถึงกับอยู่ไม่ได้ แต่เมื่อปีที่แล้วลูกได้ไปชวนสู่สองครั้ง จึงรู้ว่าตัวเองคิดผิด ผิดอย่างมหันต์!”
องค์หญิงเก้ากล่าวพลางน้ำตาไหล “ตลอดทางที่ลูกไปชวนสู่ ลูกได้เห็นไพร่ฟ้าที่อดตายข้างทางมากมายเหลือคณานับ ทั้งคนแก่ เด็ก บุรุษและสตรี พวกเขาไม่มีเครื่องเหล็กขุดหลุมฝังศพ แม้แต่แรงที่จะแบกร่างไปไว้ที่ห่างไกลก็ไม่มี ได้แต่ถอดเสื้อผ้าออก หาอะไรมาปิดคลุมเล็กน้อย แล้วโยนทิ้งไว้ข้างทางให้สัตว์ป่ามากัดกิน!