เขาจำต้องรีบกลับไปยังเมืองหลวงโดยเร็วพลัน เพื่อทูลฝ่าบาทว่าจินเฟิงนั้นวาจาโอ้อวดเกินความสามารถ ไม่อาจแบกรับภาระอันหนักอึ้งได้ เขาต้องทูลเตือนฝ่าบาท มิให้ทรงหลงเชื่อจินเฟิงและจำต้องทรงหาหนทางอื่นในการรับศึก
ทว่าขณะที่เขากำลังจะจากไป จินเฟิงก็เอ่ยปากรั้งเขาไว้เสียก่อน “แม่ทัพฉินช้าก่อน”
“ท่านอาจารย์มีสิ่งใดจะชี้แนะข้าหรือ?” ฉินเจิ้นเอ่ยถาม
“ข้าไม่กล้าชี้แนะ เพียงแต่ข้าคิดว่าในเมื่อฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้ท่านแม่ทัพนำตราอวี๋หลงมาให้ข้า หากข้าไม่รับไว้ก็ดูจะไม่เหมาะสม”
จินเฟิงยื่นมือออกพร้อมกับเอ่ยวาจา “ส่งมอบมันมาเถิด”
ถึงแม้เขาจะไม่ได้คิดจะเกณฑ์ทหารที่ประจำการอยู่รอบ ๆ เมืองหลวง แต่ฉินเจิ้นก็อุตส่าห์นำตรวอวี๋หลงมามอบให้แล้ว รับไว้ก็ย่อมดีกว่าไม่รับ
หากเกิดเหตุการณ์ที่ต้องใช้ขึ้นมาเล่า?
ต่อให้ไม่ได้ใช้ แค่เหน็บไว้ที่เอวก็ดูดีมีสง่าราศีไม่ใช่หรือ?
ฉินเจิ้นได้ยินดังนั้นก็โกรธจนเกือบจะลงไม้ลงมือกับอีกฝ่าย
เขาผู้นี้อยู่มาครึ่งค่อนชีวิต เพิ่งเคยพบเจอกับคนอย่างจินเฟิงก็วันนี้เอง!
ขุนนางทั้งราชสำนักต่างใฝ่ฝันอยากครอบครองตรวอวี๋หลง ทว่าเมื่อตกถึงมือจินเฟิง กลับไร้ค่าราวกับก้อนหินผุพัง