เลยว่าสตรีจากครอบครัวร่ำรวยแบบเจ้าจะสนใจอะไรแบบนี้ด้วย”
จินเฟิงยิ้มและชมเชย
“ตอนเด็ก ๆ ท่านพ่อบังคับให้ข้าเรียนหนังสือ ข้าโดนอาจารย์ของข้าตีไปไม่รู้กี่ครั้ง กลอนนี้มีอีกสองวรรคก่อนหน้าหรือไม่ ข้าจำรูปแบบฉันทลักษณ์ไม่ได้ ไม่รู้ว่าการที่ข้าถูกลงโทษไปคราวนั้นทำให้ความรู้หล่นหายไปหรือไม่?”
ชิ่งมู่หลานถามว่า “อีกสองวรรคที่เหลือคืออะไรเล่า?”
“ปลูกข้าวตอนแดดกล้า หยาดเหงื่อหยดลงดิน”
จินเฟิงทวนบทกลอน ‘ทุกข์ของชาวนา’ อีกสองประโยคออกมา
“ปลูกข้าวตอนแดดกล้า หยาดเหงื่อหยดลงดิน ข้าวในจานที่กิน ทุกเม็ดล้วนลำเค็ญ!”
ชิ่งมู่หลานท่องออกมาอย่างแผ่วเบาและชมเชย “คำพูดนั้นเรียบง่ายแต่ชัดเจน สัมผัสได้ถึงความหมายอันลึกซึ้ง ช่างเป็นบทกวีที่ดีจริง ๆ!”
“มันเป็นบทกวีที่ดีจริง ๆ!”
ถังตงตงพยักหน้า “ในสองวรรคแรก เพียงแค่สิบคำก็สามารถทำให้ผู้คนรู้สึกราวกับว่าพวกเขาสามารถมองเห็นหยาดเหงื่อของชาวนาหยดลงบนพื้นได้จริง ๆ”
“ท่านอาจารย์ บทกวีนี้ชื่อว่าอะไรหรือ?”
ชิ่งมู่หลานถามด้วยดวงตาสุกใส
เนื่องจากอิทธิพลของการส่งเสริมวรรณกรรม รูปแบบวรรณกรรมของต้าคังจึงถือว่าไม่เป็นรองใคร และบทกวีก็นับเป็นทักษะพื้นฐานที่บัณฑิตต้องฝึกฝน
อิทธิพลของกวีและผู้ประพันธ์นั้นสูงกว่าดารารุ่นหลัง ๆ หากพวกเขาสามารถเขียนบทกวีที่โดดเด่นได้หนึ่งหรือสองบท พวกเขาจะมีแฟน ๆ จำนวนมากทันที
มีบัณฑิตหลายคนที่ต้องพึ่งพาบทกวีที่โดดเด่นเพื่อนำทางชีวิต
แม้ว่าชิ่งม