ู่หลานจะไม่ชอบอ่านหนังสือ แต่นางก็ชื่นชมผู้ประพันธ์ผู้ยิ่งใหญ่และบทกวีเหล่านั้น
“ทุกข์ของชาวนา!”
จินเฟิงตอบ และปลอบตัวเองเงียบ ๆ ในใจ ‘สวรรค์อนุญาตให้ผมเดินทางข้ามเวลามา ท่านคงไม่ว่าอะไรหากผมจะเคลมบทกวีสักสองสามบทเป็นของตัวเอง ใช่หรือไม่?’
บทกวี ‘ทุกข์ของชาวนา’ เป็นผลงานกวีสมัยราชวงศ์ถังของหลี่เซิน*[1] นี่ถือเป็นบทกวีที่นักเรียนชั้นประถมทุกคนต้องได้ท่องจำ
แต่ประวัติศาสตร์ของต้าคังนั้นแตกต่างออกไป ไม่เหมือนราชวงศ์ถัง ไม่ต้องพูดถึงคนอย่างหลี่เซินเลย
สิ่งเหล่านี้เป็นสมบัติล้ำค่าของประวัติศาสตร์วัฒนธรรมโลก ที่ให้ความรู้แก่ชาวจีนในรุ่นต่อ ๆ ไปนับไม่ถ้วน
ในยุคศักดินา ชาวนาตกเป็นชนชั้นล่างที่ถูกกดขี่และถูกเอารัดเอาเปรียบมาโดยตลอด จินเฟิงถือว่าบทกวีนี้เป็นการช่วยพูดความในใจแทนชาวนา
“ทุกข์ของชาวนาหรือ?” ชิ่งมู่หลานกล่าวว่า “ชื่อนี้เข้ากับเนื้อหาได้เป็นอย่างดี”
“ช่วงนี้คนเริ่มทิ้งอาหารกันเกลื่อนกลาดในโรงอาหาร ข้าอยากจะแขวนบทกลอนนี้บนผนังในโรงอาหารเสียจริง”
ถังตงตงเอ่ยตามหลัง
“ครั้งก่อนที่ข้ากลับมาจากภูเขาด้านหลัง ข้าเห็นคนงานหญิงคนหนึ่งกำลังเทโจ๊กผักป่าที่กินไม่หมดลงในคูน้ำ เรื่องนี้อาจต้องตักเตือนกันเสียหน่อย” ชิ่งมู่หลานกล่าว
ความทะเยอทะยานของมนุษย์ไม่มีที่สิ้นสุด
ตอนที่คนงานหญิงเข้ามาในโรงงานสิ่งทอเป็นครั้งแรก พวกนางรู้สึกขอบคุณมากที่ได้กินอาหารเต็มอิ่ม จนอยากจะคุกเข่าลงและคำนับจินเฟิง
แต