ังจะเอ่ยอะไรกลับมา จินเฟิงก็แทรกขึ้นว่า “แต่ก่อนอื่น เจ้าต้องคืนเงินสองตำลึงเงินที่แม่ของเจ้ายืมข้าไปมาก่อน”
“ท่านแม่ของข้าไปยืมเงินเจ้าตั้งแต่เมื่อใดกัน?” เซี่ยกวางสับสนงุนงง
“เมื่อสิบปีก่อน ปีนั้นที่แม่ของเจ้าล้มป่วย”
“สิบปีก่อนเจ้าเพิ่งจะแปดขวบเท่านั้น เจ้าจะมีเงินสองตำลึงเงินได้อย่างไร?”
“เจ้ายังมีข้าวสาลีถึงสิบจินในตอนอายุสิบหก เหตุใดข้าจะมีเงินสองตำลึงตอนอายุแปดขวบไม่ได้เล่า?”
“ข้า… ข้า…” เซี่ยกวางอึกอักไม่สามารถหาเหตุผลมาหักล้างคนตรงหน้าได้
บรรดาสตรีที่รวมตัวกันอยู่นอกลานบ้าน ต่างก็ส่งเสียงหัวเราะคิกคักไม่หยุดหย่อน
“เอาล่ะ เลิกแสดงได้แล้ว เจ้าจะนำหลักฐานมาว่าพ่อของข้าเอาข้าวสาลีของเจ้าไปสิบจิน หรือจะรีบไสหัวออกไปจากที่นี่ก็เลือกเอา”
จากนั้นจินเฟิงก็ชี้ไปที่ประตู
“เจ้าแผนการนักนะ เจ้าตั้งใจอย่างแน่วแน่แล้วว่าจะหนีหนี้ใช่หรือไม่?”
อันธพาลเซี่ยไม่ลดละที่จะหาเรื่อง แต่เขาก็ขี้เกียจเกินไปที่จะทำการแสดงต่อ เขาจึงลุกขึ้นจากพื้นและปัดเศษดินออกจากร่างกาย “ในเมื่อข้าไว้หน้าเจ้าแล้วแต่เจ้ายังปฏิเสธ ข้าก็ไม่จำเป็นต้องสุภาพกับเจ้าอีกต่อไป วันนี้เจ้าต้องนำข้าวสาลีมาให้ข้า ไม่ว่าเจ้าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม!”
“นี่เจ้ายังคงต้องการแย่งชิงอยู่อีกหรือ?”
ในชีวิตที่แล้ว จินเฟิงเคยเป็นคู่ซ้อมในสนามมวยเพื่อหารายได้อยู่สองปี ยิ่งเขาได้ร่วมซ้อมฝีมือของเขาก็ยิ่งดีขึ้น มีนักมวยมืออาชีพไม่น้อยที่ต้องพ่ายให