งทีละส่วน ทำให้หั่วเตาหลางดูราวกับทั้งร่างลุกไหม้ด้วยเปลวไฟ กระทั่งถึงขั้นส่งเสียงทรมาน แต่เขาก็อดทนเอาไว้
ลู่เฉินนำหั่วเตาหลางเข้าไปในประตูไร้สรรพสิ่ง เพื่อให้เขาได้บำเพ็ญอย่างสบายใจ
“เขาหายไปที่ไหนหรือ?” ถังอิงถามด้วยความสงสัย
“ไปยังสถานที่แห่งหนึ่งเพื่อบำเพ็ญ” ลู่เฉินตอบเพียงเท่านั้นแล้วไม่พูดอะไรอีก ทว่าเริ่มเตรียมตัวออกจากป่าแห่งนี้ เพราะในป่านี้ไม่มีสิ่งใดที่ตนต้องการอีกแล้ว
เมื่อถังอิงเห็นลู่เฉินกำลังจะจากไป นางก็รีบตามไปติด ๆ แต่อินซานเดินพลางพูดว่า “นายท่าน สถานที่แห่งนี้ยากจะเดินออกไปได้”
ถังอิงพูดราวกับเคยได้ยินมาว่า “ข้าได้ยินมาว่าที่นี่ยังไม่เคยมีคนนอกคนใด เดินออกไปได้เลย”
แต่เสียงพูดของนางเพิ่งจะจบลง ลู่เฉินและคนอื่น ๆ ก็เห็นทางออกแห่งหนึ่ง และเมื่อออกมาด้านนอก ทุกคนก็มายืนอยู่นอกวังทะเลภูเขาแล้ว
“นี่มัน!…” อินซานถึงกับตะลึงงัน เมื่อเห็นประตูทางเข้าวังทะเลภูเขา
ถังอิงพูดอย่างตื่นเต้น “ยอดเยี่ยมจริง ๆ สุดยอดไปเลย!”
ลู่เฉินไม่ได้พูดอะไร แต่เตรียมจะเดินเข้าไปในวังทะเลภูเขา ทว่าเยี่ยหั่วก็ปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้ง และคราวนี้มีกลุ่มผู้ใช้กระบี่ติดตามมาด้วย บางคนแบกกระบี่หิน บางคนแบกกระบี่ทอง บางคนแบกกระบี่ไม้ และยังมีกระบี่ประหลาดอีกมากมาย
“เจ้าหนู ข้าดูถูกเจ้าเกินไปจริง ๆ!” เยี่ยหั่วจ้องมองลู่เฉินด้วยสายตาเย็นชา
“เจ้าคงไม่คิดว่าป่าลวงตานั่นจะหยุดข้าได้หรอกนะ?” ลู่เฉินย้อนถาม