าณของพวกเขาก็หมดลง จึงพยายามที่จะใช้เคล็ดวิชาวิญญาณที่แข็งแกร่งออกมา แต่เพราะไม่มีกายเนื้อ จึงทำได้เพียงใช้วิญญาณปล่อยพลังออกมาเท่านั้น
ดังนั้นไม่นานวิญญาณมารเหล่านี้ก็ไม่สามารถทำได้อีกต่อไป ทำให้พวกเขาค่อย ๆ หมดสติ จนในที่สุดก็มีวิญญาณพูดขึ้นมาว่า “ข้า… ข้าทนไม่ไหวแล้ว”
“โอ้? อย่างนั้นหรือ?” ลู่เฉินพันรัดวิญญาณมารตนนั้นเอาไว้ทันที
วิญญาณมารคนนั้นพลันตะโกนขึ้นมา “เจ้า… เจ้าไปบอกให้ท่านประมุขโจมตีเจ้าเถิด ไม่ต้องมาหาข้า!”
“ประมุข”
“ใช่ ราชันจอมมารของที่นี่”
คนอื่น ๆ เองก็พากันส่งเสียงขึ้นมาเช่นกัน “ใช่ ด้านหลังประตูนี้ผนึกวิญญาณของราชันจอมมารเอาไว้ เขาแข็งแกร่งมาก”
“ใช่” ทุกคนต่างชี้นิ้วไปยังประตูหินบานสีดำที่อยู่ไกลออกไป และบริเวณรอบ ๆ ประตูนั้นก็สามารถมองเห็นไอมาร ที่แผ่กระจายออกมาหนาแน่นได้
ลู่เฉินสนใจที่นั่นมานานแล้ว แต่เขาไม่ได้ลงมือทันที เพราะเขาต้องการรอให้วิญญาณเหล่านี้ ใช้พลังโจมตีมาในระดับหนึ่งก่อน แล้วจากนั้นค่อยเข้าไป
แต่ไม่คาดว่าวิญญาณเหล่านี้จะ ‘อ่อนแอ’ ถึงเพียงนี้
ดังนั้นชายหนุ่มจึงปล่อยพวกเขา และนำแผ่นหินฉวิญญาณออกมา
ทุกคนยังไม่เข้าใจว่าคือสิ่งใด ทว่ากลับค่อย ๆ ถูกดูดเข้าไป วิญญาณมารเหล่านั้นต่างร้องเสียงดังขึ้นมา บางคนยังกร่นด่าลู่เฉิน แต่ไม่ว่าวิญญาณเหล่านี้จะส่งเสียงอย่างไร สุดท้ายก็ถูกลู่เฉินจัดการอยู่ดี
ทำให้ภายในตำหนักที่ถูกปิดผนึกนี้ เหลือเพียงหวังฝูเท่านั้น
ห