้านหน้าไร้ซึ่งหิมะ แต่กลับมีก้อนหินบางส่วนอยู่ และก้อนหินพวกนี้ก็ยังปล่อยหมอกสีขาวออกมา
เจี่ยอันขมวดคิ้วขึ้นมา “ข้าไม่สามารถมองเห็นเหตุการณ์ภายในนั้นได้”
ลู่เฉินเพียงพูดขึ้นมาสั้น ๆ “ไม่เป็นไร ตามข้ามา”
เมื่อพูดจบ ชายหนุ่มจึงนำพวกเขาเข้าไปด้านใน กระทั่งเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงของเสวียหลิงเยว่จึงดังขึ้นมาอีกครั้ง “เจ้าหนุ่มช่างกล้าหาญนัก กล้าเข้ามาจริงหรือ?”
“อาจารย์ เสียงนี้?” เฮยหลวนสงสัย
“คนของสำนักเหมันต์สงัด” เขาตอบกลับ
“ว่าอย่างไรนะ? สำนักเหมันต์สงัด?” เมื่อครู่เฮยหลวนพึ่งจะได้ฟังเจี่ยอันพูดถึงเรื่องการต่อสู้ระหว่างสำนักเหมันต์สงัดและจอมมาร ดังนั้นจึงรู้สึกว่าสำนักเหมันต์สงัดนี้น่าจะแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก และคนภายในนั้นก็อาจจะไม่ธรรมดา
ลู่เฉินไม่รู้ว่าเฮยหลวนกำลังคิดสิ่งใด แต่กลับพยักหน้าแทน
เฮยหลวนรู้สึกว่าน่าเหลือเชื่อเกินไป ส่วนเสวียหลิงเยว่หัวเราะขึ้นมาจากมุมมุมหนึ่ง “เจ้าหนุ่ม เจ้ายังรับศิษย์อยู่หรือ?”
“มีปัญหาหรือ?” ลู่เฉินย้อนถาม
เสวียหลิงเยว่เผยรอยยิ้มประหลาด “เช่นนั้นเจ้าจงดูแลนางให้ดี มิเช่นนั้นหากสูญเสียความเป็นตัวตนหรือถูกข้าควบคุม เช่นนั้นคงจะไม่ดี”
ลู่เฉินเตรียมตัวเอาไว้ก่อนแล้ว
ชายหนุ่มนำศิลาวิญญาณที่ตนได้วาดไว้บางส่วนออกมา และมอบให้แก่เฮยหลวน “นำสิ่งนี้ติดตัวไป ไม่ว่าจะเกิดเรื่องใดขึ้นก็จงอย่าทิ้งมันให้ห่างตัว”
“อาจารย์ นี่คือ?”
“มันสามารถป้องกันสิ่งต่าง ๆ ที่ห