ม
ทั้งสามส่ายหน้าปฏิเสธ เมื่อเห็นดังนั้นลู่เฉินจึงรู้สึกสงสัย “พวกเจ้าไม่เคยพบเจ้าตำหนักของตนมาก่อน?”
“เจ้าตำหนักมาแบบไร้เงาและไปแบบไร้ร่องรอย ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเจ้าตำหนักมีลักษณะเช่นไร” ผู้อาวุโสเจ็ดพูดพลางส่ายหน้า
ผู้อาวุโสสี่ขานรับแล้วเอ่ยว่า “ใช่ แต่ไหนแต่ไรในหมู่พวกเราก็ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเจ้าตำหนักมีลักษณะเช่นไร”
แม้ผู้อาวุโสสิบจะไม่ได้พูดอะไร แต่การแสดงออกของเขาก็เหมือนกับการบอกลู่เฉินอย่างชัดเจน
ชายหนุ่มกล่าว “เช่นนั้นพวกเจ้าช่วยข้าตามหาผู้อาวุโสรองที”
“ว่าอย่างไรนะ!?” ผู้อาวุโสเจ็ดมีสีหน้าเปลี่ยนไป
ผู้อาวุโสสี่ถามขึ้นมาด้วยความแปลกใจ “พวกเจ้ามีความแค้นต่อกันหรือ?”
ผู้อาวุโสสิบคิดไปถึงเรื่องครั้งที่แล้วที่ผู้อาวุโสรองจัดการลู่เฉิน ดังนั้นเขาจึงมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก “ผู้อาวุโสรองเก่งกาจถึงเพียงนั้น พวกเราจะตามหาจนทำให้เขาออกมาได้อย่างไร!”
“เมื่อครู่พวกเจ้าบอกว่าจะช่วยข้ามิใช่หรือ?” ลู่เฉินยิ้มพลางมองคนทั้งสาม
ผู้อาวุโสทั้งสามมีสีหน้าแปลกไป เพราะพวกเขาไม่คิดว่าคนตรงหน้าจะให้พวกเขาทำเรื่องเช่นนี้
“อะไรกัน? ไม่อยากทำเร็วเช่นนี้เชียวหรือ?”
“ไม่ใช่ว่าพวกเราไม่อยาก เพียงแต่…” ผู้อาวุโสเจ็ดพูดอย่างลำบากใจ
ทว่าลู่เฉินกลับยิ้ม “พวกเจ้าสามารถออกไปก่อนและบอกว่าพบผลไม้หนึ่งผลแล้ว พร้อมบอกว่าต้องการคนมาช่วยเหลือ”
เมื่อได้ยินดังนั้น ทั้งสามคนก็รู้สึกว่าเหมาะสม จึงเริ่มถามลู่เฉินว่าควรทำเช่นไร
ชา