า!” ชายหนุ่มเดินและเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ไม่อยากให้ข้าทำร้ายนางได้ แต่ก็ต้องรอดูด้วยว่าเจ้าจะสามารถเอาชนะข้าได้หรือไม่ มิเช่นนั้นเจ้าคงทำได้เพียงยอมรับชะตากรรมไปซะ!” ไป๋เซียงยิ้มพลางมองอีกฝ่าย
ลู่เฉินค่อย ๆ ถอยหลังไปทีละก้าว
เมื่อไป๋เซียงเห็นคนตรงหน้าถอยออกไปจึงหัวเราะขึ้นมา “ท่าทีเช่นนี้ก็ไม่ต่างกันมากนัก!”
ชายหนุ่มหยุดและเดินไปรอบ ๆ เมื่อไป๋เซียงเห็นอีกฝ่ายเดินวนรอบพวกนาง จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “เจ้าหนุ่ม เจ้าทำสิ่งใดกัน?”
“ไม่ได้ทำสิ่งใด” ลู่เฉินไม่โง่พอที่จะพลั้งปากบอกอีกฝ่ายไปว่ากำลังปิดผนึกพื้นที่จิตของนาง
ไป๋เซียงมักจะรู้สึกว่าชายหนุ่มมีอะไรบางอย่าง ดังนั้นจึงหลอมรวมเงากระบี่วิญญาณขึ้นมาและโจมตีไปยังอีกฝ่าย
แต่ใครจะรู้ว่าวิญญาณของลู่เฉินไม่สนใจการโจมตีของนางได้ มันทำให้ไป๋เซียงรู้สึกสงสัยเล็กน้อย “วิญญาณของเจ้าแข็งแกร่งเพียงนี้เชียวหรือ?”
“เจ้าเพิ่งรู้หรือ?” เขาเดินวนอยู่สองสามรอบแล้วจึงหยุด ก่อนจะแสยะยิ้มพลางมองไปยังไป๋เซียง
ไป๋เซียงที่เห็นลู่เฉินหยุดเดินก็รู้สึกแปลกใจ “หยุดแล้วหรือ?”
“จัดการเรียบร้อยแล้ว เหตุใดจึงจะไม่หยุดเล่า?”
“จัดการเรื่องใดเรียบร้อย?” ไป๋เซียงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
ลู่เฉินแสยะยิ้ม จากนั้นปราการวิญญาณก็ปรากฏขึ้น และค่อย ๆ ล้อมเข้าไป
ไป๋เซียงรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติจึงคิดจะออกไปดู แต่ทันใดนั้นนางกลับพบว่าไม่สามารถออกไปได้ ภายในพริบตาสีหน้าจึงเปลี่ยนไป