นอื่นยังไม่เคยพบมาก่อน ดังนั้นเขาจึงพูดขึ้น “เช่นนั้นเจ้าก็ไปก่อนเถิด หากผู้อาวุโสท่านอื่นมาตามหาเจ้า เจ้าจงบอกไปว่าข้าหนีไปแล้ว เรื่องอื่นก็ไม่ต้องพูดให้มากความ”
“ตกลง” เมื่อผู้อาวุโสห้าพูดจบ จึงเตรียมตัวที่จะออกไป
ทว่าลู่เฉินกลับไม่ไป เรื่องนี้ทำให้ผู้อาวุโสห้าไม่เข้าใจ อย่างไรก็ตาม ชายหนุ่มไม่ได้พูดอะไร นางจึงไม่กล้าถามอะไรมากนัก ทำได้เพียงออกไปเงียบ ๆ
ส่วนลู่เฉิน เดิมทีเขาคิดจะออกไป แต่เมื่อมองค่ายกลรอบ ๆ จึงหวนคิดถึงสิ่งที่ผู้อาวุโสแปดพูดถึง “ดูเหมือนว่าจะต้องไปพบผู้อาวุโสสามเสียหน่อยแล้ว”
ลู่เฉินเปลี่ยนแปลงค่ายกลของห้องลับนี้เพียงเล็กน้อย เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีผู้ใดเข้ามาวุ่นวายได้ จึงปล่อยกุ่ยเจี๋ยออกมา และนำจิตเข้าไปในร่างของกุ่ยเจี๋ยเอง จากนั้นก็ให้อีกฝ่ายก็แฝงตัวเข้าไปยังค่ายกล
เพราะค่ายกลนี้เชื่อมต่อกับค่ายกลใหญ่ของวังผู้อาวุโส ดังนั้นเมื่อลู่เฉินควบคุมกุ่ยเจี๋ยทะลุผ่านค่ายกลห้องลับนี้ออกไป ไม่นานก็ผ่านเข้าไปยังห้องลับที่สาม และก็เป็นสถานที่ที่ผู้อาวุโสสามพักอยู่
กุ่ยเจี๋ยที่ลอยตัวอยู่บนค่ายกลเห็นเพียงหมอกสีขาวโพลน จิตของเขากวาดสายตามองพลางพึมพำออกมา “ชายผู้นี้ ช่างดูลึกลับยิ่งนัก”
ลู่เฉินให้กุ่ยเจี๋ยค่อย ๆ เข้าไปภายในหมอกขาว
เมื่อเดินไปได้ระยะหนึ่งก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายบางอย่าง
เมื่อชายหนุ่มคิดจะให้กุ่ยเจี๋ยเข้าไปใกล้อีกนิด เขาก็เห็นโลงศพหินสีดำ ภายในนั้นมีกลิ่นอายบางอย