ารู้เพียงแค่เส้นทาง แต่กลับไม่เข้าใจถึงความลึกซึ้งที่แท้จริงของค่ายกลนี้” ลู่เฉินปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าจูเก๋อหลิงเฟิงพลางพูดด้วยรอยยิ้ม
“ความหมายลึกซึ้งใดกัน?!” จูเก๋อหลิงเฟิงไม่เข้าใจในสิ่งที่ชายหนุ่มพูดสักนิด
ลู่เฉินจึงอธิบายว่า “ความหมายของข้าก็คือ ข้าเพียงแค่เปลี่ยนเส้นทางในค่ายกลเล็กน้อย เจ้าก็แทบจะไม่รู้แล้วว่าเส้นทางที่ถูกต้องนั้นอยู่ที่ใด!”
เมื่อจูเก๋อหลิงเฟิงได้ฟังก็มีสีหน้าไม่ดีนัก “เจ้าทำลายค่ายกลแล้วหรือ?”
“เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า?”
“เช่นนั้น อาจารย์ของข้า?”
“ถูกข้าขังไว้แล้ว”
สีหน้าของจูเก๋อหลิงเฟิงเปลี่ยนไป เขาพูดขึ้นว่า “เช่นนั้น… ขอแค่เจ้าไม่สังหารข้า ไม่ว่าเรื่องใดข้าจะยอมเชื่อฟังเจ้า!”
“ยอมแพ้เร็วเช่นนี้เชียวหรือ?” ลู่เฉินยิ้ม
“ข้ายังไม่อยากตาย” จูเก๋อหลิงเฟิงรู้ถึงความน่ากลัวของอีกฝ่าย ยิ่งอาจารย์ของตนถูกกักขังเช่นนี้ หากต่อต้านไปก็ไม่มีความหมาย
“ได้ มาเถิด!”
จูเก๋อหลิงเฟิงไม่รู้ว่าลู่เฉินต้องการทำอะไร สุดท้ายก็ต้องจำยอมเดินเข้าไป
ลู่เฉินเพิ่มอักขระยันต์หุ่นเชิดไว้บนร่างกายของอีกฝ่าย จากนั้นก็สร้างตราประทับวิญญาณลงบนวิญญาณของอีกฝ่ายด้วย
มีสิ่ง ‘ปกป้อง’ สองชั้นเช่นนี้ แม้จูเก๋อหลิงเฟิงจะคิดต่อต้านก็ไม่สามารถทำได้ ทำได้เพียงเชื่อฟังลู่เฉินเท่านั้น
ผู้อาวุโสห้าที่มองเหตุการณ์อยู่ข้างเขตแดนรู้สึกตกใจกับสิ่งที่เห็น
จนกระทั่งลู่เฉินไปอยู่ข้าง ๆ นาง และพูดขึ้นว่า “ไปกันเถิด”