ี่ล้อมรอบลู่เฉินอยู่ และครั้งนี้หมอกเหล่านั้นค่อย ๆ หดเล็กลง จนในที่สุดกลายเป็น ‘เขตแดน’ ที่กักขังลู่เฉินไว้ภายใน ไม่ปล่อยโอกาสให้ชายหนุ่มหนีออกมาได้
ลู่เฉินจึงคลี่ยิ้มออกมา “เจ้าคงไม่คิดที่จะกักขังข้าไว้หรอกใช่หรือไม่?”
“กักขังเจ้า เจ้าก็ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ และหมอกเหล่านี้จะค่อย ๆ บีบอัดเจ้า จนทำให้เจ้าแหลกละเอียดกลายเป็นเพียงเนื้อบดในที่สุด!” ประมุขภูเขากล่าว เห็นได้ชัดว่าต้องการแสดงให้อีกฝ่ายได้เห็นถึงความน่ากลัวของตน
ส่วนผู้คนที่มองดูอยู่รอบ ๆ ก็รับรู้ได้ถึงความแข็งแกร่งของพลังนี้
มีบางคนมองไปยังเนื้อหนังแล้วรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมา แต่กานจิ่วเม่ยกลับส่ายศีรษะ และหันไปพูดกับลู่เฉิน “เจ้าหนุ่ม ข้าแนะนำเจ้าว่ายอมแพ้เสียเถิด!”
ยอมแพ้?
เหตุใดเขาจึงต้องเลือกเส้นทางนี้กัน?
ไม่เพียงเท่านั้น ชายหนุ่มยังพลิกกลับมาด้วยการใช้มือเพียงข้างเดียวสัมผัสไปบน ‘เขตแดน’และ ‘ดูดซับ’ พลังบนเขตแดนนี้ต่อไป หมอกนั้นจึงค่อย ๆ อ่อนแรงลง
ผู้คนในบริเวณนั้นต่างก็รู้สึกประหลาดใจ
อีกทั้งบางคนยังรู้สึกสงสัย “เกิดเรื่องใดขึ้น?”
“ดูเหมือนว่าเขาจะดูดซับพลังเหล่านั้น”
“เป็นไปไม่ได้ แข็งแกร่งเพียงนี้ยังดูดซับได้หรือ?”
“เหตุใดเขาจึงทำได้กัน?”
ความสามารถของลู่เฉินทำให้ทุกคนต่างก็รู้สึกเหลือเชื่อ ประมุขภูเขาก็รู้สึกตกตะลึงเช่นกัน ก่อนจะคิดในใจว่า ‘เจ้าหนุ่มผู้นี้เป็นสิ่งประหลาดที่โผล่ออกมาจากที่ใดกัน!’
และในขณะนั้นเอง ก