ลงก็ได้สติกลับมา จากนั้นจึงเริ่มควบคุมโล่สีทองอย่างบ้าคลั่ง แต่ก็ไม่สามารถนำโล่สีทองนั้นกลับมาได้
สิ่งนี้จึงทำให้ฟ่านหลงโมโหจนกัดฟันกรอด
“เป็นอย่างไร ข้ามีคุณสมบัติแล้วหรือไม่?” ลู่เฉินนำโล่สีทองมาถือไว้ก่อนจะเอ่ยถามอีกฝ่าย
ฟ่านหลงสูญเสียโล่กำบังไปแล้ว จึงไม่กล้าอวดดีต่อหน้าลู่เฉิน แต่เพียงไม่นานเขาก็คิดวิธีบางอย่างได้ จึงพูดขึ้นมาว่า “ได้ ข้าจะจัดการให้เจ้า!”
พูดจบ ฟ่านหลงจึงให้ลู่เฉินคืนโล่ทอง และจัดรอบถัดไปในช่วงบ่ายให้ชายหนุ่มในทันที
ผู้คนในบริเวณนั้นต่างก็ถกเถียงกันขึ้นมา
ปรมาจารย์หยวนนำลู่เฉินไปพักผ่อนอีกด้านหนึ่ง ขณะเดียวกันยังพูดเตือน “รอบบ่ายนั้น ต้องระวังให้ดี”
“อย่างไรหรือ? กลัวว่าข้าจะถูกโจมตี?”
“คนยี่สิบคนแย่งที่นั่งห้าที่นั้น ต้องมีคนจำนวนไม่น้อยที่คิดจะรวมตัวเพื่อจัดการท่าน เช่นนั้นท่านคงต้องต้านทานคนจำนวนมาก” ปรมาจารย์หยวนเห็นว่าแววตาของคนเหล่านั้นมีจำนวนไม่น้อยที่คิดจะลงมือกับลู่เฉิน
ลู่เฉินพูดอย่างไม่แยแส “เพียงแค่กลุ่มขั้นแปลงเซียนเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องใหญ่”
ปรมาจารย์หยวนไม่รู้จะพูดอย่างไร แต่ยังคงรออย่างเงียบ ๆ จนกระทั่งเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง จึงมีคนของหุบเขาลึกเดินเข้ามา คนผู้นี้นั่งลงด้านข้างต้นไม้ต้นหนึ่ง แล้วฉีกยิ้มพลางมองมายังลู่เฉิน
คนผู้นั้นสวมชุดคลุมสีขาวและดูท่าทางอ่อนวัย แต่ในมือทั้งสองข้าง มีกระดิ่งขนาดเล็กสีน้ำเงินจำนวนไม่น้อย ดูแล้วแปลกประหลาดนัก
“ระวัง